การศึกษา » ข้องใจคำสั่ง ม.44 อาจจะไร้น้ำยา –ดื้อยา

ข้องใจคำสั่ง ม.44 อาจจะไร้น้ำยา –ดื้อยา

24 พฤษภาคม 2018
18   0

วันนี้ (23 พ.ค.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กลุ่มขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เดินทางมาพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเสนอการแก้ไขธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กรณีการละเว้น หรือไม่จริงจังในการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต โดย นพ.โสภณ นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. รับเรื่องแทน   ดร.จอห์นนพดล วศินสนุทร ตัวแทนกลุ่มขับเคลื่อนธรรมาภิบาลฯ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยอาศัยอำนาจมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อปฏิรูประบบธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้กับหลายมหาวิทยาลัย และช่วง 2 ปีมานี้ มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตคอรัปชันแต่ไม่มีการตรวจสอบ หรือบางกรณีมีหน่วยงานเข้าตรวจสอบชี้มูลชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินใดๆ หรือไม่มีการนำม.44 เข้ามาควบคุม     


  “ที่ผ่านมาไม่เห็นว่า ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือถูกดำเนินการทางวินัย  และขณะนี้ก็ผ่านมาเป็นปีๆแล้ว กลุ่มประชาคมชาวอุดมศึกษาเห็นว่าคำสั่ง ม.44 อาจจะไร้น้ำยา หรือ ดื้อยา และมาตรการป้องกันและปราบทุจริตในระบบราชการของ คสช. ก็อาจจะไม่เกิดผลจริงจัง  และที่จับตามองอยู่กรณีของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ผ่านการกระบวนการตรวจสอบต่างๆมาแล้วอยู่ระหว่างเสนอ รมว.ศึกษาธิการ เสนอขอใช้คำสั่งม.44 ก็รอดูอยู่ว่าจะดำเนินการเช่นไร”ดร.จอห์นนพดล  กล่าวและว่าปัญหาทุจริตคอรัปชันในสถาบันอุดมศึกษาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสาเหตุของปัญหามาจากไม่มีธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนกลุ่มพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาบางคนที่ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลได้รับผลกระทบถูกตั้งกรรมการสอบวินัย แม้ปีนี้จะตรวจสอบพบความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นชัด แต่กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้รับการเยียวยา ทั้งนี้ตามกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดว่าต้องดูแลข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลทุจริต แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย การดูแลจึงไม่ครอบคลุมทำให้ไม่กล้าที่จะออกมาให้ข้อมูลหรือปรากฏตัว เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบ หรือถูกกลั่นแกล้ง


 กลุ่มขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ได้เสนอมาตรการที่จะช่วยรักษาระบบธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา 8 ข้อ ได้แก่ 1.บังคับให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 และมาตรการป้องกันและปราบทุจริตของ คสช.อย่างจริงจัง มีการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด 2.การได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกส่วน ต้องมิให้ดำรงตำแหน่งเกิน2วาระติดต่อกันและให้เว้นห่างการดำรงวาระเมื่อครบ2วาระไปอีก 2 ปี  3.ให้กรรมการสภาที่แต่งตั้งมาจากฝ่ายบริหารไม่มีสิทธิลงคะแนนในที่ประชุม หากอดีตอธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเดิมลงสมัครสรรหาเพราะเป็นประโยชน์ทับซ้อน และให้การเลือกสรรหาอธิการบดี ต้องใช้การหยั่งเสียงและผลคะแนนถือเป็นเสียงกรรมการสภาฯฝ่ายตัวแทนคณาจารย์ทุกประเภท 4.การดำเนินการประชุมสภามหาวิทยาลัยต้องถ่ายทอดสดให้ประชาคมรับทราบ ยกเว้นมติลับตามกฎหมาย


5.ให้บุคลากรในสถาบันที่เป็นผู้ร้องเรียน หรือให้ข้อมูลทุจริต ต้องได้รับการคุ้มครองโดยใช้แนวทางตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบต่อไป 6.กรณีผู้บริหารอยู่ระหว่างการสอบสวนในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อมีมูลเชื่อถือได้ ให้ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่ามีคำสั่งพักงานในตำแหน่งจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ 7.ลงโทษวินัย หรือเรียกละเมิดแก่ฝ่ายบริหารและผู้บังคับบัญชา กรณีการใช้อำนาจหรือคำสั่งทางปกครองไม่เป็นธรรม และ8.ส่งเสริมจัดตั้ง “สหภาพพนักงานมหาวิทยาลัยขึ้นในระดับประเทศ” เพื่อส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของรัฐ  อย่างไรก็ตามกลุ่มขับเคลื่อนฯ จะติดตามข้อเสนอที่ยื่นไว้และจะออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรม เพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาในอุดมศึกษามากขึ้น พร้อมกันนี้ได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวถึง นายวิริยะ ศิริชานนท์ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) และผศ.จิตเจริญ ศรขวัญ ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์ข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) ด้วย     
 

 

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th