การเมือง » คสช.3ปีวูบทุกด้าน 'บิ๊กตู่'สัญจรโคราชจับเข่าคุยเปิดเป้าพัฒนาอีสานศูนย์กลางแม่โขง

คสช.3ปีวูบทุกด้าน 'บิ๊กตู่'สัญจรโคราชจับเข่าคุยเปิดเป้าพัฒนาอีสานศูนย์กลางแม่โขง

20 สิงหาคม 2017
62   0


นายกฯ ประยุทธ์พร้อมลงพื้นที่นครราชสีมา ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จับเข่าคุยชาวบ้าน พับแผนประชาสัมพันธ์ภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละคน “วิษณุ” ยืนยันไม่ได้บังคับ-แทรกแซงสื่อ แค่ขอความร่วมมือ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ขณะที่ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพเผยผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อผลงานรัฐบาลในรอบ 3 ปี พบลดลงทุกด้าน และความนิยมในตัว “บิ๊กตู่” ก็ฮวบฮาบลงทุกด้านเช่นกัน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันเสาร์ ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.นครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ว่า จ.นครราชสีมาเป็นประตูสู่ภาคอีสาน และเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานตอนล่าง รัฐบาลจึงได้เลือกเดินทางไปยังพื้นที่นี้ก่อนเป็นอันดับแรก โดยภาคอีสานนี้ถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะมีพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างขวาง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีเส้นทางการคมนาคมที่พร้อม มีประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตร เข้มแข็ง อดทน หนักเอาเบาสู้ และมีฝีมือ

“นายกฯ ระบุว่าสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันไป ดังนั้นการลงพื้นที่จะทำให้เข้าใจปัญหาและจับเข่าพูดคุยกันได้มากขึ้น เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนถึงบ้าน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลว่าประสบผลสำเร็จ หรือมีอุปสรรคอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุด ตามยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาภาคอีสานของรัฐบาลนี้คือ การสร้างมิติใหม่ให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยนำปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เข้าสู่กระบวนการแก้ไข และต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ ประกอบด้วย การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนอีสาน การแก้ปัญหาความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี การพัฒนาเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน

“สำหรับ จ.นครราชสีมา จะมุ่งเน้นให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานสะอาด ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไทย-จีน) กทม.-นครราชสีมา มอเตอร์เวย์ กทม.-นครราชสีมา โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน การยกระดับสินค้าผ้าไหมและผ้าย้อมคราม ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำบึงกระโดนและลำเชียงไกร (ตอนล่าง) การลงทุนค้าขายเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี และ กทม. เป็นต้น” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกฯ เน้นย้ำว่า การสร้างอนาคตที่ดีของประชาชน และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของทุกคน รัฐบาลกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 5 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่จะได้มา ซึ่งรัฐบาลที่โปร่งใส ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนั้น หากคนไทยมีความปรองดองและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็เชื่อว่าจะไปสู่เป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก

ยืนยันไม่แทรกแซงสื่อ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์แต่ละช่องเลือกรายงานข่าวภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละคน ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ว่าตนไม่ทราบเรื่องนี้ แต่เข้าใจว่าที่ พล.ท.สรรเสริญพูดเป็นการขอความร่วมมือ อาจทำให้ผู้สื่อข่าวกระทบกระเทือน แต่ไม่เป็นไร สื่อมวลชนไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ไม่ใช่การบังคับ แต่ถ้าเป็นการใช้มาตรา 44 ว่าไปอย่าง เรื่องนี้เป็นการขอความร่วมมือ ถ้าสื่อมวลชนคิดว่าทำไม่ได้ เป็นการแทรกแซงสื่อ ก็ไม่ต้องไปทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็นว่ารัฐบาลมากดดันสื่อหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เห็นว่ากดดันอะไร เพราะบอกแล้วว่าเป็นการขอความร่วมมือ ที่สุดแล้วสื่อมวลชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จะทำตามหรือไม่ก็ได้ เพียงแต่สื่อมวลชนอาจไม่ได้รับความสะดวกในการอำนวยความสะดวกในการรายงานข่าว

เมื่อถามว่า โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพยายามจะแก้ปัญหานายกฯ วันแมนโชว์ รองนายกฯ กล่าวว่า คล้ายๆ แต่คงไม่ใช่แบบนั้น ความหมายคือ กลัวว่าสื่อมวลชนจะไปรุมทำข่าวกันที่นายกฯ เพราะการที่รัฐบาลลงพื้นที่ต้องการที่จะทำงานหลายอย่าง ตนเชื่อว่าหากโฆษกประจำสำนักนายกฯ ไม่ขอความร่วมมือแบบนี้ สื่อจะรุมเพียงที่นายกฯ เท่านั้น

นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ…. หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตร วาระที่ 1 ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ตนเอง บิดามารดา คู่สมรส บุตร ห้ามรับของขวัญ ของกำนัล แต่กรณีมีบุคคลข้างต้นจัดงานแล้วนำเงินมาให้ไม่ถือว่าผิด จะผิดต่อเมื่อโยงใยว่าเป็นการตอบแทนที่เจ้าตัวไปทำประโยชน์อะไรให้แก่เขา เพราะถือว่าเป็นนอมินี

นอกจากนี้ ในมาตรา 5 วรรคห้า ยังได้บทบัญญัติให้ใช้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรส ไม่ใช่บุตรไว้หากกระทำด้วยพฤติกรรมอย่างเดียวกัน ดังนั้น จะรวมถึงกิ๊ก แฟน หรือเพื่อนด้วย ส่วนที่มีการกำหนดบทลงโทษของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรุนแรงนั้น เป็นธรรมดา เพราะมีโอกาสกระทำความผิดได้ง่าย มีเดิมพัน อำนาจ วาสนา และบารมี จึงทำให้คนวิ่งเข้าหา และพวกนี้ใช้เงินภาษีของประชาชน

ถามถึงความคืบหน้าการออกระเบียบของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับเมื่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้ นายวิษณุกล่าวว่า เขาให้มีการออกระเบียบในบางเรื่องเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นคนออกระเบียบ เช่น ที่ห้ามใช้ทรัพย์สินทางราชการ ให้ ครม. ออกว่า เรื่องใดเป็นเรื่องเล็กน้อย สามารถยอมได้

เปิดช่องทางแจ้ง ขรก.โกง

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน ของ คสช.และรัฐบาล ว่าได้ดำเนินการในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2560 เปิด 3 ช่องทางในการแจ้งข้อมูล ได้แก่ สายด่วน 1299, ตู้ ปณ.444 ราชดำเนิน กทม. หรือแจ้งเรื่องด้วยตนเองได้ที่หน่วยทหารทุกเหล่าทัพทั่วประเทศ ขณะนี้มีอยู่ 293 ศูนย์ ใน 69 จังหวัด

“การทำงานของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ในห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจแจ้งข้อมูลหลากหลายผ่านทั้ง 3 ช่องทางเป็นจำนวนถึง 1,320 เรื่อง แยกเป็น ผ่านสายด่วน 668 เรื่อง, ตู้ ปณ. 433 เรื่อง, แจ้งด้วยตนเองในส่วนกลาง 102 เรื่อง, แจ้งผ่านศูนย์รับเรื่องในภูมิภาค/หน่วยทหารทั่วประเทศอีก 117 เรื่อง ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเรื่องการประพฤติมิชอบ และการขอความช่วยเหลือในเรื่องของความเดือดร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินทำกิน ข้อพิพาททางกฎหมาย การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในชุมชน เป็นต้น คณะทำงานกลั่นกรองศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ได้นำข้อมูลทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว” รองโฆษก คสช.กล่าว

พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวสรุปเรื่องร้องเรียน ดังนี้ 1.เป็นเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ 129 เรื่อง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ ศอตช. 2.เป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน แต่ไม่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งเรื่องให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 666 เรื่อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนตามช่องทางของรัฐบาล 3.เป็นเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำนวน 110 เรื่อง ได้ส่งเรื่องให้ต้นสังกัดดำเนินการสอบสวนแล้ว 4.เป็นเรื่องร้องเรียนที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ และรอรับรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ร้อง 11 เรื่อง โดยจะนำเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองในห้วงต่อไป และ 5.เป็นเรื่องร้องเรียนที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะสามารถดำเนินการได้ 404 เรื่อง

“ขอขอบคุณประชาชนที่ได้ให้ความไว้วางใจแจ้งข้อมูลการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นประโยชน์ต่อการเข้าไปตรวจสอบ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ คสช. การแจ้งข้อมูลผ่าน 3 ช่องทาง ให้ความสำคัญกับเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอันดับแรกก่อน หากเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะกรณีการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล ทางศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ จะเร่งรัดติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวให้เป็นผลโดยเร็วเป็นกรณีพิเศษ” พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าว

ความนิยมรัฐบาล-บิ๊กตู่ลด

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ประเมินผลงาน 3 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,216 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า 1.คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้คะแนนเฉลี่ย 5.27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

โดยพบว่า ด้านความมั่นคงของประเทศได้ 6.38คะแนน, ด้านการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมาย 5.75 คะแนน, ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต 5.30 คะแนน, ด้านการต่างประเทศ 5.09 คะแนน, ด้านเศรษฐกิจ 3.85 คะแนน, ด้านการต่างประเทศ 5.09 คะแนน ทั้งนี้ พบว่าความพึงพอใจของประชาชนลดลงทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานรัฐบาลครบ 2 ปี และครบ 2 ปี 6 เดือน

ขณะที่คะแนนความพึงพอใจการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้คะแนนเฉลี่ย 7.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ 7.61 คะแนน, ความซื่อสัตย์สุจริต 7.48 คะแนน, ความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ 7.14 คะแนน, การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ 7.01 คะแนน, ความสามารถในการบริหารจัดการตามอำนาจหน้าที่ 6.73 คะแนน, ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ 6.02 คะแนน ซึ่งลดลงทุกด้านเช่นเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานรัฐบาลครบ 2 ปี และครบ 2 ปี 6 เดือน

ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดเสวนาเรื่อง “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ, การตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบ 6 เดือนที่ผ่านมา และ ปรองดองแบบไหนถึงจะเห็นปลายอุโมงค์ โดยมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ, นายเกียรติ สิทธีอมร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์, นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมเสวนา

นายสังศิตกล่าวว่า ปัญหาการเมืองของไทยตลอด 10 ปี ทำให้เศรษฐกิจได้หยุดและตามหลังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ผ่านระบบเผด็จการมาทั้งสิ้น รวมทั้งยังทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนและหนีไปประเทศเวียดนามและพม่าที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าและค่าแรงถูก และที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งถูกส่วนหนึ่งและผิดส่วนหนึ่ง ในส่วนที่ดีคือเฉพาะทุนใหญ่ ขณะที่ประชาชนรายเล็กและระดับล่างไม่ค่อยได้ประโยชน์ เพราะยังไม่เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน 10 ปีที่ผ่านมา กลับมาเกิดในยุคนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเครือญาติเข้าในในองค์กรต่างๆ ที่ตั้งขึ้น รวมทั้งคนใกล้ชิดนายกฯ อาทิ บุตรชาย ได้เป็นทหาร และประมูลงานได้ในกองทัพภาค 3 น้องสะใภ้นั่งเครื่องบินของกองทัพไปสร้างฝายชะลอน้ำในภาคเหนือ หรือให้ทหารเข้าไปนั่งในรัฐวิสาหกิจ 46 แห่ง รวมทั้งองค์กรอิสระก็มีคำถามว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เรือดำน้ำ เครื่องบิน รถไฟความเร็วสูง ก็ได้รับการวิจารณ์จากสังคมที่น้อยเกินไป รวมทั้งปัญหาเขื่อนแตก จนน้ำท่วมในจังหวัดสกลนครก็ไม่ยอมรับ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นของรัฐบาลคนดีที่เข้ามาทุ่มเทเสียสละแก้ปัญหาให้แผ่นดิน

ปชป.-พท.ชี้เหลวแก้ ศก.

ส่วนนายเกียรติตั้งข้อสังเกตถึงการออกร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่จะมีผลบังคับใช้เข้มข้นขึ้นดี แต่กลับมีข้อยกเว้นจำนวนมาก เช่น กรณีการซื้ออาวุธ การบริจาคเพื่อศึกษา กรวิจัยและพัฒนา หรือเงินบริจาคไม่ต้องบังคับใช้ ให้ยกเว้น ถามว่าป็นการเปิดช่องให้มีการฟอกเงินหรือไม่ ทั้งนี้ ตนได้ตรวจสอบพบว่าปัจจุบันมีการคอร์รัปชันมากถึง 1.8 แสนล้านบาทหรือ 15% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ และหากลดปัญหาตรงนี้ได้ จีดีพีประเทศจะโตขึ้น แม้ปี 60 ตัวเลขเศรษฐกิจชาติจะดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่จีดีพียังอยู่ที่ 3.2% ทั้งที่ฐานเฉลี่ยของภูมิภาคนี้อยู่ที่ 6.2% หากตนเป็นรัฐบาลคงจะหนักใจ ไม่พอใจแค่ 3.2% ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตคือ

1.รัฐบาลต้องให้ประชาชนรู้ทั้งเรื่องดีและไม่ดีที่เกิดขึ้น แต่วันนี้เราพูดแต่เรื่องดี เรื่องไม่ดีจึงยังไม่ได้แก้ไข 2.ผู้บริหารทุกระดับอย่าใช้อารมณ์ถามแล้วโกรธ เพราะคนจะไม่กล้าถาม ไม่กล้าให้ความร่วมมือ ทั้งยังเป็นตัวอย่างไม่ดีกับคนรุ่นหลัง อีกเรื่องที่ขอฝากนอกจากต้นทุนพลังงานและส่วนต่างของดอกเบี้ย คือหนี้นอกระบบ ที่พุ่งสูงขึ้นมาก รัฐบาลประกาศลดเหลื่อมล้ำ ขอให้ปราบปรามต่ออย่าหยุด ขอให้ทำจริง ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง และถ้าไม่มีการรัฐประหารในปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะโตอีก 2.5%

นายพิชัยกล่าวว่า หากบอกว่าใช้เงินจำนำข้าวขาดทุน 5 แสนล้านบาทผิด แล้วที่บอกว่าใช้ 900,000 ล้านบาท แต่เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น เป็นความผิดหรือไม่ ขอรายละเอียดการใช้จ่ายก็ยังไม่ตอบ ฝาก สตง.ช่วยทำหน้าที่ตรวจสอบด้วย หากมีเรื่องทุจริตก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกันหรือไม่ อีกไม่เกิน 2 ปี ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะตกจากอันดับ 2 ของอาเซียนไปอยู่อันดับ 5 จะถูกมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แซง ความน่าเชื่อถือของผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งตกต่ำลง เพราะถูกมองว่าไม่มีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ และขวัญอ่อน รับการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

ทางด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ผลสำรวจโพลเป็นการสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ส่วนใหญ่ทั้งหมดของประเทศ แต่มันก็สามารถสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะต้องรับฟัง ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เสียงของประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ แม้ว่ารัฐบาลอาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ก็เป็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งเสียงของประชาชนจะเป็นแรงกระตุ้นที่จะต้องทำให้รัฐบาลปรับปรุงในส่วนที่โพลได้ทำผลสำรวจออกมา โดยรัฐบาลจะต้องทำงานพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่ได้ตกต่ำ

“ผมยอมรับว่าในผลสำรวจสิ่งที่ได้เห็นในปัจจุบันเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญ เพราะทุกวันนี้ผมไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงคนว่าเศรษฐกิจแย่อยู่กันยาก แล้วชาวบ้านที่มาหาก็หนีไม่พ้นเรื่องปากท้อง” นายสมศักดิ์กล่าว

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรุงเทพโพลเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนประเมินผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีความนิยมลดลงว่า ตามความเห็นที่โพลทำการสำรวจนั้นแล้ว แต่คนจะพิจารณาอย่างไร รัฐบาลต้องประเมินตัวเองได้ว่าจริงหรือไม่จริง ก็ไม่อยากจะทับถมรัฐบาล ที่ผ่านมาหลายโพลเอาใจรัฐบาล เช่น การบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้รับความนิยม 99 เปอร์เซ็นต์ หรือการทำภาพกราฟฟิกที่สื่อว่าความนิยม พล.อ.ประยุทธ์เป็นอันดับหนึ่ง ดูแล้วเป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่มีความชอบธรรม มีอำนาจตามมาตรา 44 จับคนไปปรับทัศนคติ ไม่อาจต่อต้านได้ คนก็ไม่กล้าพูดวิจารณ์รัฐบาล เพราะกลัวถูกนำไปปรับทัศนคติ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เหนือความคาดหมายที่ผลการสำรวจความพอใจครั้งนี้รัฐบาลได้คะแนนลดต่ำลงในทุกด้าน ซึ่งรัฐบาลควรรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และเร่งแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่แก้โดยการบังคับสื่อให้นำเสนอผลงานของรัฐบาล.

ที่มาของเนื้อหา : www.thaipost.net