Social Trend » จากใจ 'นิ้วกลม' ถึง 'ตูน บอดี้สแลม' ความฝันส่วนตัวสู่ 'ส่วนรวม'

จากใจ 'นิ้วกลม' ถึง 'ตูน บอดี้สแลม' ความฝันส่วนตัวสู่ 'ส่วนรวม'

26 ธันวาคม 2017
101   0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Roundfinger หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกา นิ้วกลม หรือ นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์  โดยได้โพสต์ข้อความถึง ตูน บอดี้สแลม ว่า

สี่สิ่งที่ชอบใน “ก้าวสุดท้าย”

แทบทุกคนประเมินว่า
เซ็ตสุดท้ายพี่ตูนคงจะค่อยๆ วิ่ง
ทักทายพ่อแม่พี่น้องที่มาให้กำลังใจ
หรือกระทั่งบางจังหวะอาจจะค่อยๆ เดิน
สัมผัสมือ คุยเล่นไปเรื่อยๆ ในช่วงคนเยอะ
เพราะเหลือระยะทางอีกแค่แปดกิโลเศษๆ เท่านั้น

แต่เมื่อเซ็ตสุดท้ายเริ่มขึ้น
เกมพลิก! หนังหักมุม!
พี่แกใส่ไม่ยั้ง
วิ่งตัวปลิวเหมือนใบไม้ถูกลมพัด
จนคนวิ่งตามถึงกับหอบ
จำนวนมากต้องโบกมือขอขึ้นรถ
กระนั้นก็มีนักวิ่งจำนวนไม่น้อย
ที่กระตุ้นแรงขาตัวเองตามติดไปด้วยได้

คนนำใส่เต็มที่
คนตามก็ใส่เต็มที่

ความเร็วของพี่ตูนในเซ็ตสุดท้าย
มีคนจับความเร็วกระซิบว่า
ช่วงพีคๆ คือ “เพซสาม”
(สามนาทีต่อหนึ่งกิโลเมตร)
อัดมาห้ากิโลเมตรโดยไม่หยุดเลย
เฉลี่ยประมาณ “เพซสี่” หรือ “เพซห้า”
ซึ่งตามเกณฑ์ทั่วไปก็นับว่าเร็วมากแล้ว
แต่ต้องไม่ลืมว่า นี่เป็นการวิ่ง
ของคนที่วิ่งมาสองพันกว่ากิโลเมตรแล้ว

ผมชอบที่พี่ตูนตอบพี่ดู๋บนเวทีว่า
“เซ็ตสุดท้ายต้องกราบขออภัย
ชาวเชียงรายที่มายืนต้อนรับ
ที่ไม่ได้ทักทายใกล้ชิด”
โดยให้เหตุผลว่า
“ผมอยากใช้เซ็ตสุดท้าย
เป็นการวิ่งฉลองให้กับตัวเอง”

พี่ดู๋แซวว่า
“สองพันกว่ากิโลเมตร
เขาทำเพื่อตัวเองแค่แปดกิโลเองนะครับ”

ผมวิ่งตามพี่ตูนไปแบบหายใจแทบไม่ทัน
จึงไม่เห็นหน้า แต่คนที่เห็นหน้าพี่ตูนบอกว่า
เซ็ตสุดท้ายเขาวิ่งด้วยความเบิกบานอย่างยิ่ง

อีกจังหวะหนึ่ง-ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็น
จังหวะที่พี่ตูนดีใจที่สุดบนเวที คือ
ตอนที่เขารับมอบประกาศนียบัตร
ซึ่งบันทึกว่า อาทิวราห์ คงมาลัย
เป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจากเบตงถึงแม่สายสำเร็จ
โดยมีการติดตามบันทึกผลอย่างเป็นทางการ

เราได้เห็นแกกระทุ้งกำปั้นสะใจ
สีหน้าเหมือนศูนย์หน้ายิงประตูได้
ความน่ารักของพี่ตูนคือ
แกไม่ยอมวางประกาศนียบัตรนี้เลย
ถือแนบตัวไว้เนิ่นนาน
ย่อมบอกได้ว่า สิ่งนี้มีคุณค่ากับเขามากแค่ไหน

พี่ตูนเคยเล่าว่า
นอกจากเจตนาอยากช่วยสิบเอ็ดโรงพยาบาลแล้ว
อีกสิ่งที่เป็นความปรารถนาส่วนตัวคือ
อยากเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดสำเร็จ
และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จแล้ว
เป็นความสำเร็จที่คู่ควรต่อการดีใจ
เป็นความสำเร็จที่คู่ควรต่อการฉลอง

อีกจังหวะคือ
ตอนที่พี่ป๊อดบอกพี่ตูนว่า
ตอนแรกพี่บอย โกสิยพงษ์
ตั้งชื่อเพลงว่า “แด่ตูน”
แต่ก็อยากให้กินความกว้างขึ้น
จึงใช้ชื่อ “แด่เธอ”

จังหวะนี้พี่ตูนเพียงพูดเบาๆ
พร้อมหน้าตาเขินตอนได้ยินชื่อ “แด่ตูน” ว่า
“แด่เธอดีกว่าเยอะเลยครับ”

สำหรับผมแล้ว
นี่คือสามจังหวะที่สอนบางสิ่งกับผม
ในเจตนารมณ์เพื่อคนอื่น
เราสามารถมีเป้าหมายสำหรับตัวเองได้ด้วย
เราสามารถมอบความสุขให้ตัวเองได้ด้วย
และเราต้องไม่ลืมฉลองให้กับตัวเองด้วย

ผมคิดว่ามุมนี้น่ารักและ “จริง” ดี
พี่ตูนไม่แกล้งทำหล่อหรือพูดเอาเท่ว่า
“วิ่งมาก็เพื่อคนอื่นเท่านั้น”
ผมคิดว่าเขาได้พิสูจน์มามากแล้ว
กับการมอบความรักความสุข
ด้วยการเซอร์วิสผู้คนมาตลอดทาง
การที่แกพูดและแสดงออกในมุมส่วนตัวบ้าง
ทำให้เราได้เห็น “แรงผลัก” สองแรง
ที่ทำงานร่วมกันอยู่ในใจ


ผมเชื่อว่า เป้าหมายส่วนตัวคือ “ความท้าทาย”
และเป้าหมายเพื่อคนอื่นนั้นเองที่ทำให้ได้รับ
“พลัง” ตลอดสองข้างทางแบบไม่ขาดสาย
สองพลังนี้สอดรับสลับกันไปมา
เมื่อท้อหรือเจ็บ ก็ใช้ “ความท้าทาย” นั้น
มาผลักดันให้ไปต่อ เมื่อจะหมดแรง
ก็ได้รับกำลังใจดีๆ ดุนหลังให้ผ่านแต่ละวันไปได้
โดยมิใช่การมุ่งสู่ความฝันอย่างโดดเดี่ยว

ผมได้เรียนรู้ว่า
คนเราควรมี “ความฝัน”
ที่รับใช้ความท้าทายในใจตัวเอง
รับใช้ความปรารถนาในใจตัวเอง
เพราะเราจะมีพลังจาก “ข้างใน” หัวใจ
เมื่อลงมือทำในสิ่งที่ยากโดยไม่มีใครบังคับ

ขณะเดียวกัน
หาก “ความฝัน” นั้นมีคุณค่าต่อผู้อื่น
กำลังใจดีๆ จากผู้ที่มองเห็นคุณค่านั้น
ได้รับประโยชน์จากคุณค่านั้น
จะส่งแรงพลังจาก “ข้างนอก”
เข้าไปสู่ข้างในในวันที่ท้อแท้

ผมได้เรียนรู้ว่า
เราเปิดเผยความสะใจในความสำเร็จส่วนตัวได้
เราเฉลิมฉลองกับความสำเร็จส่วนตัวได้
เพราะความสำเร็จนั้นมีคุณค่ากับผู้อื่นด้วย

ขณะเดียวกัน เนื้อในของพี่ตูน
ที่คุ้มครองเขามาตลอดคือ
ความถ่อมตัว และเขินอายต่อการถูกยกย่อง
ประโยคที่เปรยออกมาว่า
“แด่เธอดีกว่า (แด่ตูน) เยอะเลยครับ”
บ่งบอก “ความเป็นตูน” ได้เป็นอย่างดี

ผมชอบแววตาเหมือนเด็กน้อยของพี่ตูน
ตอนแกกอดใบประกาศนียบัตร
เพียงแค่เป็นเด็กน้อยที่ทำ
ในสิ่งที่มีคุณค่าต่อคนอื่นมากมาย

เด็กน้อยนั้นมี “ความฝัน” เพื่อตัวเอง
แต่คนเติบโตแล้วนั้นมี “ความฝัน” เพื่อคนอื่นด้วย

เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ “ความฝันส่วนตัว”
แต่ถ้าความฝันของเรามีคุณค่าต่อส่วนรวมด้วย
ฝันนั้นจะมีพลังมากขึ้น

เราทำเพื่อตัวเอง พร้อมๆ กับทำเพื่อผู้อื่นได้
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ควรทำ
และนั่นอาจทำให้ฝันมีพลังที่สุด

เมื่อบรรลุความฝัน
ไม่ใช่แค่เจ้าของความฝันที่จะได้ฉลองความสำเร็จ
เพราะฝันที่มีคุณค่าสำหรับคนอื่น
จะมีคน “แชร์ความฝัน” ด้วย
และมีคน “ร่วมฉลอง” ในวันที่สำเร็จ

นี่คือพลังของความฝัน
ที่เริ่มจากตัวเอง
แต่แผ่ไปยังผู้อื่น

ยังเหลืออีกสิ่งหนึ่งใช่ไหมครับ
สิ่งสุดท้ายที่ผมชอบก็คือ
ตอนที่พี่ป๊อดร้องเพลง “แด่เธอ” ในช่วงท้าย

“…เธอทำให้โลกใบนี้ นั้นยังมีความหวัง
และยังคงมีทางได้เห็นแสงสว่างของหัวใจ
เธอทำให้ฉันได้รู้ แม้ท้องฟ้าจะมืดดำแค่ไหน
คนเรายังคงมีความหวังได้ เหมือนหัวใจเธอคนนี้…”

พี่ตูนชี้ไปที่ทีมนักวิ่ง ทีมหมอกายภาพ
ทีมเบื้องหลัง และหมุนตัวชี้ไปที่ “ทุกคน”

“ก้าวคนละก้าว”
ความสวยงามของความฝันส่วนตัว
ที่กลายเป็นความฝันของ “ส่วนรวม”

 

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th