เที่ยว,กิน » ถูกเงินถูกใจไปกับทริปเที่ยว 3 เมืองลาว 5 วัน 4 คืน

ถูกเงินถูกใจไปกับทริปเที่ยว 3 เมืองลาว 5 วัน 4 คืน

28 พฤศจิกายน 2017
110   0

     นานๆ ทีจะได้มีโอกาสหยุดยาว ลองหาที่เที่ยวพักผ่อนแบบใช้เวลาที่มีค่านี้ให้คุ้มที่สุดกับการจัดทริปไปเที่ยวประเทศลาวยาวๆ แบบ 5 วัน 4 คืนให้หนำใจด้วยการเที่ยวแบบลากยาว 3 เมือง จากลาวใต้ที่เมืองปากเซไปสิ้นสุดกันที่ลาวเหนืออย่างหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

     ก่อนถึงจุดหมายแรกในลาวที่เมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก จะต้องเริ่มด้วยการขึ้นเครื่องไปลงที่จังหวัดอุบลราชธานีของเราก่อน จากนั้นค่อยต่อรถตู้ไปที่ด่านชายแดนช่องเม็กเพื่อข้ามไปยังเมืองปากเซ การจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาถูกที่สุดขอแนะนำให้จองตั๋วเครื่องบิน AirAsia ผ่านเว็บไซต์ Traveloka ที่นี่ มาดูกันดีกว่าว่าถูกกว่าจริงหรือไม่?

      จากการจองตั๋วเครื่องบิน กทม. – อุบลราชธานี ในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เวลา 07.40 น. ที่หน้าเว็บไซต์ของ Traveloka จะปรากฏราคาที่ 1,107.14 บาท แต่ถ้าจองเว็บไซต์ของ AirAsia โดยตรง จะโชว์ราคาที่ 1,110.01 บาท

     และเมื่อมาถึงหน้าชำระเงิน หน้าเว็บไซต์ AirAsia ก็ปรากฏราคาที่รวมค่าธรรมเนียมในการตัดบัตรเครดิตเข้าไปอีก ราคาจึงเด้งขึ้นไปที่ 1,206.31 บาท ในขณะที่เว็บไซต์ Traveloka ราคากลับลดลงมาอีกนิดหน่อยเหลือ 1,106.89 บาท จะเห็นได้เลยว่า ราคาที่จองกับ Traveloka นั้น ถูกกว่าจองตรงผ่านสายการบิน เพราะเราไม่ต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมในการจ่ายผ่านบัตรเครดิต เห็นเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ไม่ต้องกังวลจะโดนบวกเพิ่มนู่นนี่ และถ้าใครจังหวะดีๆ จองตั๋วเครื่องบินในช่วงที่มีการปล่อยรหัสส่วนลดสำหรับการจองผ่าน Application ของ Traveloka ด้วยล่ะก็ จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกหลายบาทเลยนะ และตอนนี้ถ้าได้ตั๋วเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกันต่อได้เลย

วันที่ 1

เมื่อบินไปลงที่สนามบินอุบลราชธานีเรียบร้อย ก็ต้องอาศัยพี่ๆ สามล้อหรือแท็กซี่ เพื่อไปลงที่สถานีขนส่งอุบลราชธานีก่อน จากนั้นจึงนั่งรถตู้สาย อุบล-ช่องเม็กไปลงที่ด่านช่องเม็ก เพื่อทำเรื่องผ่านด่านข้ามชายแดนไปยังประเทศลาวให้เรียบร้อย แล้วก็นั่งรถตู้ต่อกันรอบสุดท้ายเพื่อเดินทางเข้าเมืองปากเซ

     วันแรก ใช้เวลาไปกับการเดินทางเกือบครึ่งวัน แต่เราก็ยังเหลืออีกครึ่งวันให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวที่แรกของดินแดนลาวใต้ นั่นก็คือ “ปราสาทหินวัดพู” มรดกโลกแห่งที่ 2 ของประเทศลาว ตั้งอยู่ในเมืองจำปาสัก ห่างจากเมืองปากเซไปประมาณ 30 กิโลเมตร ปราสาทหินวัดพูโดดเด่นในด้านของสถาปัตยกรรมยุคขอมโบราณที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ และมีฉากหลังเป็นภูเขา งดงามตื่นตามองเห็นได้แต่ไกล

วันที่ 2

     วันนี้ขอเทเวลาทั้งวันให้กับทัวร์น้ำตกในลาวใต้ให้เย็นชุ่มฉ่ำไปถึงหัวใจ โดยเริ่มกันที่

     น้ำตกตาดฟาน ซึ่งเป็นน้ำตกที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบสูงโบโลเวนของเมืองปากซอง ห่างจากเมืองปากเซประมาณ 21 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นสายน้ำ 2 สาย ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันลงสู่หุบเขา เป็นปกติที่เราจะได้เห็นภาพนักท่องเที่ยวนอนอยู่ในเปลหรือนั่งดื่มกาแฟยามเช้ากับสลิงเส้นยาว ระยะทางประมาณ 450 เมตร ที่เบื้องหลังคือน้ำตกที่สวยงามแห่งนี้ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การเที่ยวน้ำตกตาดฟานอยู่ในฤดูฝนเพราะมีปริมาณน้ำเยอะ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

     น้ำตาดเยือง มีจุดเด่นอยู่ที่ม่านน้ำตกที่เป็นละอองน้ำกระเซ็นฟุ้งเป็นม่านจางๆ สีขาวโอบล้อมด้วยธรรมชาติอันร่มรื่น และถ้าหากวันใดมีแสงอาทิตย์กระทบด้วยล่ะก็ จะเกิดรุ้งพาดผ่านน้ำตก ซึ่งมักจะเห็นได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน ส่วนฤดูฝนก็สวยงามไม่แพ้กันเพราะน้ำตกแห่งนี้จะมีน้ำเยอะเป็นพิเศษ จนถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถลงไปเล่นน้ำที่ชั้นล่างของน้ำตกได้ ทำได้เพียงแค่เดินลงไปถ่ายรูปที่เนินดินที่เป็นจุดชมวิวไฮไลท์ของน้ำตกแห่งนี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวน้ำตกเท่านั้น

     ที่สุดท้ายคือ น้ำตกผาส้วม เป็นน้ำตกที่มีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ไฮไลท์ของที่นี่คือสะพานแขวนไม้ไผ่ที่ทอดยาวข้ามลำน้ำ ซึ่งน้ำตกผาส้วมนี้ คือฝีมือการสร้างสรรค์ธรรมชาติให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคุณวิมล กิจบำรุง คนไทยคนแรกที่เริ่มบุกเบิกพื้นที่แห่งนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน จนปัจจุบันน้ำตกตาดผาส้วมมีทั้งบ้านพักและร้านอาหารท่ามกลางธรรมชาติ ส่วนด้านหน้าทางเข้าน้ำตกยังมีอุทยานบาเจียง ที่รวบรวมเอาหมู่บ้านโบราณหลายชนเผ่ามาให้เรียนรู้กันอีกด้วย

     เสร็จสิ้นจากทัวร์น้ำตกและชื่นชมธรรมชาติของดินแดนลาวใต้กันแล้ว ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของสัมภาระ ขึ้นรถทัวร์ ตีตั๋วนอนยาวกับรถแบบ Sleeping bus ไปวังเวียงต่อ โดยเราจะต้องไปต่อรถอีกรอบที่เวียงจันทน์ในเช้าวันรุ่งขึ้น

วันที่ 3

     หลังจากนอนยาวบนรถมาแล้ว เราจะถึงเวียงจันทน์ตอนเช้าตรู่ ประมาณ 7 โมงเช้า จากนั้นก็ต้องนั่งสองแถวหรือสามล้อเพื่อไปต่อรถมินิบัสเพื่อเดินทางไปวังเวียงกันต่ออีกประมาณ 4 ชั่วโมง

     หลังจากเพลิดเพลินกับการเดินทาง เราก็มาถึงวังเวียงกันในช่วงบ่าย เมื่อเช็คอินเข้าที่พัก เก็บสัมภาระเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกไปเที่ยวต่อกับโปรแกรมพายเรือคายัค ล่องแม่น้ำซอง ชมความสวยงามของภูเขาหินปูนที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแห่งนี้ ระยะทางในการพายเรือคายัคนี้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร ถ้าหากเหนื่อยล้าจากการพายเรือล่ะก็ ข้างๆ สองฝั่งริมน้ำซอง มีบาร์เครื่องดื่มริมน้ำคอยให้บริการเป็นระยะ มีขายทั้งเครื่องดื่ม กับแกล้มเบาๆ รวมถึงมีกิจกรรมการละเล่นสนุกสนาน เช่น ปิงปอง ยิงหนังสะติ๊ก และอื่นๆ เคล้าดนตรีจากเครื่องเสียง น่าสนุกสนานไม่น้อย เป็นกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวังเวียง

     เมื่อเวลาเย็นย่ำ ความมืดเข้าปกคลุมก็ได้เวลาของมื้อค่ำ ที่วังเวียงมีทั้งร้านอาหารแคร่ไม้ไผ่ริมน้ำ ที่สามารถทานข้าวไปพร้อมๆ กับการนั่งชิลเอาเท้าจุ่มน้ำ และร้านริมถนนกลางเมืองวังเวียง รวมถึงร้านรถเข็นต่างๆ ก็มากมายทั้งอาหารคาวและหวาน หากดินเนอร์มื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว ใครจะไปต่อที่บาร์ขึ้นชื่อของวังเวียงอย่าง “ซากุระบาร์” ก่อนเข้านอนก็เป็นความสึขอีกแบบ เพราะนี่ก็เป็นอีกร้านยอดฮิตที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาปาร์ตี้กันทุกคืน แต่ก่อนจะเข้านอนต้องไม่ลืมติดต่อรถสองแถวสำหรับกิจกรรมทัวร์รอบวังเวียงในวันพรุ่งนี้ที่ต้องเริ่มกันตั้งแต่เช้ามืด   

วันที่ 4

     สำหรับวันนี้ ต้องตื่นก่อนพระอาทิตย์ นั่งรถสองแถวที่นัดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อไปชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาเงิน เพราะฉะนั้นรองเท้าและการแต่งกายต้องพร้อม และอย่าลืมน้ำเปล่าขวดเล็กๆ ติดตัวไปสักขวด ทางเดินขึ้นผาเงินนั้นส่วนใหญ่คือทางชันแต่ก็มีบางช่วงที่เป็นทางลาดให้เดินชิลๆ เหมือนกัน ด้านบนสุดของผาเงินมีศาลาไม้ให้นั่งพักผ่อน ชมวิวธรรมชาติและทุ่งนาของเมืองวังเวียง ด้านบนนี้จะมีคนแบกน้ำขึ้นมาขายด้วย สนนราคาก็แพงกว่าด้านล่างสักนิด เพราะต้องบวกค่าแรงคนหาบขึ้นมาด้วยนั่นเอง

     จากนั้นก็มาต่อกันที่บลูลากูน บ่อน้ำธรรมชาติสีมรกตที่มีอยู่หลายแห่งในวังเวียง โดยส่วนใหญ่คนมักจะไปเล่นน้ำกันแถวทางขึ้นถ้ำปูคำ ที่อยู่ห่างจากเมืองวังเวียงประมาณ 6 กิโลเมตร ไฮไลท์ตรงนี้อยู่ที่การเดินที่จะต้องขึ้นไปบนต้นไม้ที่โน้มเข้าหาบ่อน้ำ แล้วกระโดดลงมาท่ามกลางเสียงเชียร์จากนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ยืนเอาใจช่วยอยู่รอบบ่อเป็นที่สนุกสนาน ส่วนด้านบนมีถ้ำปูคำ ซึ่งภายในมีพระนอนสำริดประดิษฐานอยู่ และนอกจากถ้ำปูคำแล้วที่วังเวียงยังมีถ้ำธรรมชาติที่งดงามน่าตื่นตาต่านใจแฝงตัวอยู่อีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำจัง ถ้ำน้ำ เป็นต้น

     หลังจากผ่านกิจกรรมแอดเวนเจอร์ทดสอบความอึดของร่างกายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อเพื่อไปชื่นชมความสวยงามของเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกกันบ้าง นั่นก็คือ เมืองหลวงพระบาง การเดินทางเราจะต้องใช้บริการรถนอน Sleeping Bus อีกเช่นเคย ซึ่งรถนี้จะตรงมาจากขนส่งสายเหนือที่เวียงจันทร์ แล้วแวะรับคนที่วังเวียง

วันที่ 5

วันสุดท้าย เราก็มาอยู่ในดินแดนลาวเหนือ ที่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก โปรแกรมการท่องเที่ยวที่นี่จะเริ่มจากการเช่ามอเตอร์ไซค์ไปน้ำตกตาดกวางสี น้ำตกยอดฮิตที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางไปประมาณ 32 กิโลเมตร ตัวน้ำตกมีทั้งหมด 4 ชั้น เป็นน้ำตกหินปูน จึงทำให้น้ำในน้ำตกเป็นสีเขียวมรกต และก่อนที่จะเดินเข้าสู่ตัวน้ำตก ที่นี่ยังมีส่วนที่จัดเป็นศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งรวบรวมหมีที่ได้รับการช่วยเหลือจากการลักลอบขายสัตว์ป่าในประเทศลาวเอามาไว้ให้เราได้ชมความน่ารักของบรรดาเจ้าหมีด้วย

     ชุ่มฉ่ำกับน้ำตกสีสวยแล้ว ก็เดินทางกลับเข้าเมืองหลวงพระบางเพื่อเดินขึ้นภูเขาขนาดย่อมที่แฝงตัวอยู่กลางเมือง ไปชมบรรยากาศเมืองมรดกโลกและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของหลวงพระบางในมุมสูง บนเขาพูสี โดยจะต้องเดินผ่านบันไดเล็กๆ ประมาณ 300 กว่าขั้น ที่ตลอดสองข้างทางรายล้อมไปด้วยต้นลีลาวดี เมื่อไปถึงบนยอดสูงสุด ก็จะได้พบกับพระธาตุพูสี ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ช่วง พ.ศ.2337 และมีพื้นที่ให้ยืนชมวิวเมืองหลวงพระบาง แม่น้ำโขงและแม่น้ำคานแบบ 360 องศา

     และเมื่อลงมาจากพระธาตุพูสี ก็จะเจอกับพระราชวังหลวงพระบางที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวแบบฝรั่งเศสผสมผสานกับศิลปะแบบล้านช้าง ที่นี่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคล่าอาณานิยมของฝรั่งเศส รัฐบาลลาวได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ที่มีการจัดแสดงโบราณวัตถุและของมีค่าประจำชาติ รวมถึงพระบาง ที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่มาของชื่อเมืองหลวงพระบางอีกด้วย

     นอกจากนี้ที่หลวงพระบางยังมีอาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสมาตั้งแต่ยุคสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้ จนเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เมืองหลวงพระบางนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เมื่อเดือนธันวาคม  พ.ศ. 2538

     ท้ายที่สุดก็ถึงเวลาโบกมือลาทริปแห่งความประทับใจ เราต้องนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพมหานคร ตอนแรกนั้น เราเข้าประเทศลาวจากด่านช่องเม็ก ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ขากลับ เราจะขึ้นเครื่องบินตรงจากหลวงพระบาง สู่กรุงเทพมหานคร แบบรวดเดียวถึง และแน่นอนเลยตั๋วเครื่องบินเราก็จองผ่าน Travelokaเหมือนเดิมเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด แบบนี้!

จากภาพนี้เป็นการจองตั๋วเครื่องบินขากลับ หลวงพระบาง – กทม. (ดอนเมือง) วันที่ 19 ธันวาคม 2560 เวลา 15.50 น.

ที่หน้าเว็บไซต์ของ Traveloka จะโชว์ราคาที่ 2,870.33 บาท ส่วนหน้าเว็บไซต์ของ Airasia จะโชว์ราคาที่ 2,873.00 บาท

     และเมื่อมาถึงหน้าการชำระเงิน เมื่อเลือกชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ราคาที่เว็บไซต์ Traveloka ก็ลดลงเหลือ 2,734.02 บาท ส่วนของ AirAsia ก็เพิ่มค่าธรรมเนียมการจ่ายผ่านบัตรเครดิต ทำให้ราคาไปจบที่ 3,081.92 บาท

     “ลาว” ในสายตาใครบางคน อาจจะไม่ได้เริ่ดเลอจนถูกเลือกให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับวันหยุดยาวๆ แบบนี้ แต่การันตีเลยว่า ถ้าหากได้มาลองสัมผัสจริงๆ จะประทับใจกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความจริงใจของชาวบ้านพี่น้องชาวลาว และวิถีชีวิตแบบชนบทที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์ จนทำให้หลงรักและติดใจถึงขั้นอยากจะกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นได้

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th