การเมือง » พรรคทหารวืด สมคิดปัด ไม่เป็นหัวหน้า

พรรคทหารวืด สมคิดปัด ไม่เป็นหัวหน้า

18 ธันวาคม 2017
67   0

‘สถิตย์’ ก็ไม่เอาเลขา บอกไม่สนการเมือง

“สมคิด” ปัดนั่งหัวหน้าพรรคทหาร ระบุอายุมาก สุขภาพไม่ค่อยดี “สถิตย์” งงไม่รู้เรื่อง ยันไม่สนใจการเมือง รับถูก “มาร์ค” ถามหยั่งเชิง ปชป.ตามอัดข้อเสนอแก้ รธน.-ก.ม.พรรคการเมือง ทำโรดแม็ปเคลื่อนสะเทือนเชื่อมั่น ส.ส.ไม่สังกัดพรรคถอยหลังทะลุป่า ภท.จวกสูตร “สมศักดิ์” เลอะเทอะ ย้อนสู่ยุคล้มเหลว พท.เย้ยข้อเสนอไร้สาระของพวกหน้าเดิมไม่ยอมรับกติกา “วัฒนา” แฉแผน คสช.ส่งสมุน เดินเกม กมธ.ถก ก.ม.ลูก ป.ป.ช. หาช่องเมียนอกสมรสยื่นบัญชีทรัพย์สิน กก.ปฏิรูปประเทศเห็นด้วยดัดหลังพวกเลี่ยง ก.ม. โพลชี้เรตติ้งนายกฯยังอยู่แดนบวก

หลังจากมีนักการเมืองชื่อดังออกมาเคลื่อนไหว เหวี่ยงข้อเสนอสู่สาธารณะ เกี่ยวพันกับการจัดระบบพรรคการเมืองและรูปแบบเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของบรรดาพรรคการเมือง เพราะมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยแผนการจัดตั้งพรรคทหารนั้น

“วัชระ” แฉกำนันดังปั้นพรรคทหาร

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการจัดตั้งพรรคทหาร โดยวางตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคว่า ทหารภาพลักษณ์ดีบางคนเสพติดอำนาจ เสพติดผลประโยชน์ ทหารกลุ่มนี้จึงสมคบคิดกับอดีตข้าราชการประจำ เจ้าสัวและนักการเมืองพันธุ์เก่า จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา โดยชูนายสมคิดเป็นหัวหน้าพรรค และให้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นเลขาธิการพรรค โดยมีตัวสำรองเป็นอดีต ส.ส.อีกคนหนึ่งใช่หรือไม่ แล้วเอานโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลมาเป็นชื่อพรรค ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือ อดีตกำนันคนดังของภาคใต้ เพื่อสานต่อภารกิจสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้เป็นนายกฯต่อไป โดยอ้างการปฏิรูปประเทศสวยหรูขึ้นมาบังหน้า

วางแผน “รีเซ็ต” เพื่อไล่ช้อน ส.ส.

นายวัชระกล่าวว่า ทหารบางคนถูกอดีตนักการเมืองหลอกว่าจะนำพรรคที่ตนเคยสังกัดไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นนายกฯต่อ แต่เมื่อยึดพรรคเดิมไม่ได้ ก็กล้าแม้กระทั่งรับงานจาก คสช. มาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ แล้วจะอาศัยอำนาจพิเศษของ คสช.รีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมด ซึ่งจะทำให้กรรมการบริหารพรรคสิ้นสภาพไปด้วย อดีต ส.ส.ทุกคนจะเป็นอิสระจากพรรคต้นสังกัด บรรดาลุงๆก็จะไล่ช้อนอดีต ส.ส.ไปสังกัดพรรคทหาร กลุ่มอดีต ส.ส.ที่เดินแผนให้คณะทหารนี้ ถ้าย้อนไปดูเบื้องหลังแต่ละคนเคยได้ผลประโยชน์จากธนาคารของรัฐจนบางแห่งล้มมาแล้ว บางธนาคารก็มีสภาพย่ำแย่ในปัจจุบัน

นายวัชระ เพชรทองเตือน “บิ๊กตู่” ไปไม่รอด-จบไม่สวย

“ที่จริง พล.อ.ประยุทธ์ควรรู้จักพอเหมือน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ที่บอกกับตัวแทนพรรคการเมืองที่ไปเชิญให้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหนึ่งว่า ผมพอแล้ว เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจพิเศษสูงสุดแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มีมาตรา 44 ท่านควรเลือกทางลงจากอำนาจให้สง่างาม ให้คนชื่นชมเหมือนตอนที่ท่านเข้ามาใหม่ๆ ถ้าท่านไม่หนักแน่น ไปเชื่อพวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ก็จะมีสภาพไม่แตกต่างจากจอมพลประภาส จารุเสถียร หรือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ โหร คสช.ไม่เตือนท่านบ้างหรือ ผมจึงอยากขอร้องท่าน รศ.นภาพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โปรดให้คำแนะนำ พล.อ.ประยุทธ์บ้าง เพื่อทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศ อย่าผูกขาดความรักชาติไว้ที่ทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีพรรค การเมืองเฉพาะกิจพรรคใดของทหารประสบความสำเร็จบ้าง มีแต่พวกนักการเมืองผีดิบไปร่วมดูดเลือดทั้งนั้น ถ้าท่านจะตั้งพรรคจริงๆก็ควรให้นายสมคิดลาออกทันที อย่าเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นอย่างที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่เป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง” นายวัชระกล่าว

“สมคิด” ปัดนั่ง หน.พรรคทหาร

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุมีการเตรียมตั้งพรรคการเมืองของทหาร เพื่อผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้ง โดยนายสมคิดถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรคว่า ไม่เป็นความจริง ขอบคุณที่คิดถึงตน แต่ตนอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดีด้วย ไม่ใช่ตนแน่ๆ

“สถิตย์” ไม่รู้เรื่อง-ไม่สนการเมือง

นายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า งงเหมือนกันที่นายวัชระออกมาบอกว่ามีการเตรียมตั้งพรรคทหาร หนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง และตนเป็นเลขาธิการพรรค เพราะไม่ทราบเรื่องนี้ ไม่มีการคุยกันเรื่องตั้งพรรคเลย มีแต่ผู้ใหญ่บางท่านถามสนใจการเมืองไหม ตนก็บอกไปว่ายังไม่สนใจ เพราะอยากมีบทบาทเป็นนักวิชาการมากกว่า ตอนนี้ทำแต่เรื่องยุทธศาสตร์ชาติด้านการแข่งขัน เชื่อว่าเป็นการวิเคราะห์กันไปต่างๆนานา เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายสมคิดถึงการตั้งพรรคหรือไม่ นายสถิตย์ตอบว่า ได้ร่วมงานสมัยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง รู้จักกันดี เพราะแนวคิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจคล้ายๆกัน แต่ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง และยิ่งกับทหารด้วยแล้ว ยิ่งห่างไกล ไม่มีการพูดคุย ยืนยันว่าตนไม่สนใจเข้าสู่วิถีการเมือง การตั้งพรรคยังห่างไกลไป

ยอมรับถูก “อภิสิทธิ์” ถามหยั่งเชิง

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้พูดคุยบ้างหรือไม่ จึงมีข่าวนี้ออกมา นายสถิตย์ตอบว่า ไม่มี เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนมีโอกาสไปเจอกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพียงแต่ถามตนว่าสนใจการเมืองบ้างไหม จึงตอบไปว่ายังไม่สนใจ และไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องการเมือง เรื่องการเลือกตั้ง เป็นเรื่องของการเลือก ต้องเปิดกว้าง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้บอกเอง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์“องอาจ”เตือน คสช.อย่ารับลูก

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งให้มีแต่ ส.ส.เขต และเป็นอิสระไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองว่า ข้อเสนอต่างๆเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเดินหน้าประเทศไทยภายใต้กรอบและขั้นตอนต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.อาจส่งผลกระทบต่อโรดแม็ปของประเทศ เพราะข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองต้องใช้เวลาพอสมควร เช่นเดียวกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ส.ส.เป็นอิสระไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ที่ต้องผ่านการทำประชามติ 2.สร้างความไม่เชื่อมั่นต่อคำสัญญาของผู้นำรัฐบาลไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะเคยประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือน พ.ย.2561 หากทำตามข้อเสนอเหล่านี้ การเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปตามนั้น 3.ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน ความวุ่นวายต่างๆตามมา จึงขอฝากนายกฯและหัวหน้า คสช. รวมทั้งคนในแม่น้ำ 5 สาย พิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ให้รอบคอบ

“นิพิฏฐ์” เหน็บข้อเสนอถอยหลังสุดกู่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงข้อเสนอกลุ่มนักการเมืองที่ให้แก้กฎหมายพรรคการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญในหัวข้อปฏิรูปด้วยการเพิ่มห้องน้ำในสภา 400 ห้องว่า “รัฐธรรมนูญเพิ่งลงประชามติจากคนทั้งประเทศ รวมทั้งกฎหมายพรรค การเมืองก็เพิ่งใช้มาไม่กี่เดือน ผู้ทำคลอดรัฐธรรมนูญ และผู้ทำคลอดกฎหมายพรรคการเมืองบอกว่า ดูๆ แล้วไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ จมูกไม่โด่ง ทำศัลยกรรมใหม่ ดีกว่า ด้วยการจะขอแก้ไขเสียแล้ว ตอนทำประชามติก็บอกว่านี่แหละรัฐธรรมนูญ และกฎหมายฉบับปราบโกงมิใช่หรือ นักการเมืองเสียประโยชน์ ดิ้นกันเป็นแถว ยังไม่ทันไรจะขอรีเซ็ต (ล้าง) สมาชิกพรรคการเมืองเขา และมีการเสนอให้ไปเลือก ส.ส.เขตอย่างเดียวคนเดียว 400 คน โดยไม่ต้องสังกัดพรรค โถๆ พ่อคุณ นี่มันไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลองธรรมดา นี่มันวิ่งถอยหลังเข้าคลองทะลุเข้าป่าหิมพานต์ไปเลยนะพ่อคุณ ลองนึกภาพ ส.ส. 400 คน ไม่สังกัดพรรค ก็เท่ากับมีหัวหน้าพรรคการเมือง 400 พรรคนั่งอยู่ในสภาเลย โถๆ จะยกมือแต่ละทีต้องวิ่งไปส่งของกันในห้องน้ำกันเป็นแถวเลยนะ (ไหนบอกว่าตอนไม่สังกัดพรรคเขาให้ซองกันในห้องน้ำไม่ใช่หรือ) คราวนี้คงต้องเพิ่มห้องน้ำในสภา 400 ห้องล่ะ เอาเถอะ เอาไงเอากัน ปฏิรูปกันไปเถอะ ใครจะไปค้านได้ล่ะ เดี๋ยวโดนข้อหาขัดขวางการปฏิรูปเขาอีก”

ภท.อัดสูตร “สมศักดิ์” เลอะเทอะ

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ข้อเสนอนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯและแกนนำกลุ่มมัชฌิมา ให้มี ส.ส. 400 เขต ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น การส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองทั่วโลกยอมรับว่าคือองคาพยพอันสำคัญที่สุด ข้อเสนอแบบนี้จึงย้อนหลังไปยุคกรีกโบราณ การที่ระบอบประชาธิปไตยไทยเสื่อมโทรมลง เพราะมี ส.ส.อิสระ ทำตัวไม่มีอุดมการณ์ พร้อมจะขายตัว การที่รัฐธรรมนูญให้ ส.ส.สังกัดพรรคก็มาจากสาเหตุเหล่านี้ เป็นบทเรียนจากความล้มเหลวในอดีต สิ่งที่นายสมศักดิ์เสนอมาผิดต่อหลักการสากลและสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ย้อนกลับสู่ความล้าหลัง ไม่ควรจะอยู่ในความคิดเลย อีกทั้งสิ่งที่เสนอมาไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดทุกอย่างไว้ชัดเจนแล้ว ผ่านความเห็นชอบของประชาชนแล้ว ดังนั้นจึงขัดทั้งหลักการและขัดรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่นายสมศักดิ์บอกว่าเพื่อสร้างความปรองดอง ต้องถามว่าเป็นการปรองดองระหว่างใครกับใคร ท่านเข้าใจว่าความขัดแย้งในบ้านเมืองเป็นอย่างไรถึงจะต้องมาปรองดองโดยการให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ตนไม่เห็นความเกี่ยวพันกันเลย วันนี้ความขัดแย้งมันเกิดขึ้นในทุกมิติ การเมือง สังคม เศรษฐกิจก็ขัดแย้ง สิ่งที่สมควรทำตอนนี้คือ คสช.ทำตามโรดแม็ป ที่บอกว่าจะคลายล็อกให้ทัน ก็แสดงออกมาให้ชัดเจน อย่าให้คนเคลือบแคลงว่า คสช.พยายามดึงเกม เพื่อหาช่องทางสืบทอดอำนาจ

นายนพดล ปัทมะพท.อัดรีเซ็ตสมาชิกพรรคไร้สาระ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองว่า เคารพข้อเสนอ แต่มองไม่เห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ คนที่ร่างกฎหมายคงคิดดีแล้วว่าให้คนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเก่าเป็นต่อไป ส่วนใครจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ต้องไปหาสมาชิกมาสนับสนุนตามที่กำหนด ไม่มีปัญหาเรื่องความได้เปรียบระหว่างพรรคเก่าและพรรคใหม่ คนที่ฟังข้อเสนอรีเซ็ตสมาชิกพรรคแล้วก็รู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร ถ้าหากโรดแม็ปมีอันต้องเลื่อนไปอีก จะมีผลเสียมากกว่าผลดี เรื่องรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองไม่ใช่ปัญหาและไม่เป็นสาระของประเทศ เอาเวลาไปใส่ใจกับปัญหาประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนดีกว่า เช่น ปัญหาปากท้อง สินค้าเกษตรราคาตก คนตายจากอุบัติเหตุสูงสุดลำดับ 1 ปัญหาคุณภาพการศึกษา ตนคิดว่าคนที่เสนอแนวคิดอาจไม่แปลก แต่ถ้ามีคนไปทำตามคงแปลกและต้องตอบคำถามสังคมให้ได้

ซัดพวกหน้าเดิมไม่ยอมรับกติกา

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มเมืองเสนอรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองว่า กลุ่มการเมืองดังกล่าวเป็นคนหน้าเดิมที่ไม่ยอมรับกติกาบ้านเมือง ไม่รู้เป็นการร่วมมือกันต่อท่ออำนาจหรือทวงบุญคุณกันหรือไม่ ขอตั้งข้อสังเกต 3 ประการว่า 1.ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาหลายปี ทำผิดอะไร จึงจะไปตัดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ 2.กรธ.ต้องรับผิดชอบป้องกัน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองอย่างเต็มกำลัง เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้เลย หากจะแก้ไขตามแรงกดดัน แสดงว่า กรธ.และ สนช.บกพร่อง ไม่รอบคอบ ใช่หรือไม่ กรธ. และ สนช. จะรับผิดชอบอย่างไร 3.ช่วง 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลประกาศให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย แต่การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองที่รัฐบาลออกมาเอง จะตอบประชาชนอย่างไร ดังนั้นปีใหม่ 2561 ขอของขวัญจากรัฐบาลที่จะให้ประชาชน คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้วยการปฏิบัติตามกฎหมาย และคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนตามเวลาที่รับปากไว้

นายวัฒนา เมืองสุขกลัวเสียอำนาจส่งสมุนชงข้อเสนอ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามผู้ที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล รวมถึงการห้ามประชาชนจัดแสดงหมอลำเพื่อระดมทุนช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง เกิดจากเผด็จการกลัวการรวมตัวของประชาชนและกลัวการเสียอำนาจ เพราะหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งอาจพ่ายแพ้แก่ประชาชน ดังนั้น สมุนเผด็จการจึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยมี สนช.รีบออกมาขานรับ ทั้งที่มีทางออกอยู่แล้วคือปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมตามกฎหมายที่ตัวเองร่างขึ้น

สับ “ประยุทธ์” ออกโรงป้อง “บิ๊กป้อม”

นายวัฒนาระบุด้วยว่า เผด็จการอ้างการปราบโกงเพื่อสร้างความชอบธรรม แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ยังใช้ชื่อฉบับปราบโกงโฆษณาชวนเชื่อจนผ่านประชามติ แต่พอรองหัวหน้า คสช. ไม่อาจชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน หัวหน้า คสช.ที่พ่นคำว่าเกลียดการทุจริตและไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ กลับออกมาปกป้องขอให้ลดราวาศอก ไม่ปฏิบัติเหมือนที่เคยทำกับคนอื่น เช่น ใช้อำนาจพักงานอดีตผู้ว่าฯ กทม. เพราะมีข้อครหาทุจริต เป็นต้น แต่คราวนี้ผิดไปเพราะหลักฐานที่เกิดกับรองหัวหน้า คสช.ชัดเจน มีภาพถ่ายยืนยัน ถ้าหัวหน้า คสช.ยังปกป้องคนผิด ผมไม่เชื่อว่าจะมีแค่นายวีระ สมความคิด เท่านั้นที่ออกมาขับไล่รัฐบาล

แชร์อีกภาพ “บิ๊กป้อม” ใส่โรเล็กซ์

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้เผยแพร่ภาพ พล.อ.ประวิตรใส่นาฬิกาอีกเรือนหนึ่งระบุว่า “เป็นยี่ห้อ Rolex Cosmograph Daytona Ice Blue Dial Platinum Mens Watch รหัส 116506 ราคาขายปลีก 1.9-2.4 ล้านบาท เเต่ถ้าซื้อจาก Amazon.com ราคาจะอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท (https://www.amazon.com/Rolex-Cosmograph-Dayton…/…/B01KEU1C34) ภาพนี้มาจากมติชนรายสัปดาห์เผยเเพร่ วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ตอนที่บิ๊กป้อมหายตัวไปหลายวัน https://www.matichonweekly.com/scoop/article_38071”

นายกล้านรงค์ จันทิกหาช่องเมียนอกสมรสยื่นทรัพย์สิน

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกล่าวว่า วันที่ 18 ธ.ค. กมธ.จะนัดประชุมนัดสุดท้ายเพื่อหาข้อสรุปร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นรายมาตรา ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช. บรรจุเข้าสู่วาระการประชุม สนช. ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ มีหลายประเด็นที่ กมธ.ต้องหาข้อสรุป อาทิ กรณีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันเขียนไม่เหมือนเดิม ระบุให้เปิดเผยโดยสรุป กมธ.จึงต้องพิจารณาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญว่าให้เปิดเผยมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ เสียงส่วนมากของ กมธ.มองว่าควรเปิดเผย ยกเว้นข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขที่บัญชีธนาคาร เลขที่บัตรเครดิต ส่วนกรณีคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย เป็นอีกเรื่องที่กำลังคุยกัน แต่คงเขียนคำนิยามลำบาก เพราะต้องนิยามให้ชัดว่าอยู่กินกันแค่ไหน เพียงใด ในทางปฏิบัติมีนักการเมืองหลายคนที่หย่า บางคนแต่งงานแต่ไม่จดทะเบียน ซึ่ง ป.ป.ช.ก็สอบอยู่แล้ว เพราะถือว่ามีทรัพย์สินที่ปนกัน และในทางแพ่งถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นหุ้นส่วนกัน มีปฏิสัมพันธ์ในเชิงทรัพย์สิน

ดัดหลังพวกไม่แต่งงานเลี่ยง ก.ม.

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ โฆษกกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกล่าวว่า การพิจารณากำหนดให้คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตรงนี้ถือเป็นกฎหมายสากล ต่างประเทศมีการกำหนดไว้ ถ้าเข้าข่ายต้องเรียกตรวจสอบ หรือต้องรับผิดชอบ ทั้งผู้ที่อยู่กินด้วยกันแต่ยังไม่เคยแต่งงานกันเลย แต่สังคมเห็นประจักษ์อยู่กินเป็นสามีภรรยา หรือมีการหย่ากันแต่ยังอยู่ด้วยกัน โดยดูจากพฤตินัยอยู่บ้านด้วยกัน มีลูกด้วยกันหรือไม่ ไม่น่ายุ่งยาก การไม่แต่งงานเพื่อเลี่ยงกฎหมายในบางข้อ คนแบบนี้ต่างประเทศถือว่าน่ารังเกียจ บ้านเราต้องสร้างสังคมรังเกียจพวกลับๆล่อๆไม่โปร่งใส ถือเป็นกฎหมายสมัยใหม่ มองเรื่องศีลธรรม จริยธรรม การเป็นบุคคลสาธารณะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในทางครอบครัวด้วย

นายกฯพอใจแก้หนี้นอกระบบ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักฯเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พอใจการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่มีความคืบหน้า หลังรัฐบาลเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 60 ได้ประมวลรายชื่อผู้ที่มีหนี้นอกระบบส่งให้ธนาคารออมสิน และธนาคารการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ติดต่อลูกหนี้แต่ละรายมาเข้าสู่กลไกการแก้ปัญหา ล่าสุดได้นำร่องมอบเงินสินเชื่อรายย่อยให้แก่คนกลุ่มนี้ หลังไกล่เกลี่ยประนอมหนี้กับเจ้าหนี้แล้วใน 3 จังหวัด คือนครราชสีมา สุพรรณบุรี และสงขลา รวม 4,324 ราย เป็นเงิน 193.33 ล้านบาท และยังได้อนุมัติสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินแก่ประชาชน ป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงินรายละ 50,000 บาท ณ สิ้นเดือน พ.ย.60 รวม 180,898 ราย เป็นเงิน 1,831.01 ล้านบาท โดยนายกฯยังกำชับให้กระทรวงการคลังเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมชวนนายกฯเยี่ยม ร.ร.ชายขอบ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีแผนชัดเจนในการปฏิรูปการศึกษา สิ่งหนึ่ง ที่ต้องทำให้เห็นผลและนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ คือ การทำให้เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ภายใต้หลักการเรียนฟรี ไหนๆท่านนายกฯจะมาจ.พิษณุโลก-สุโขทัย จึงขอเสนอให้ไปเยี่ยมชมโครงการ English for all ที่โรงเรียนสะพานที่สาม พิษณุโลก ซึ่งพวกเรานำร่องทดลองเข้าสู่ปีที่ 4 มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (นำแบบอย่างมาจากสิงคโปร์) เพื่อให้เด็กไทยรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษได้ เป็นการลดความแตกต่างทางโอกาสภายใต้โครงการเรียนฟรี และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เป็นโรงเรียนชายขอบที่นักเรียนเป็นลูกหลานคนจน ชาวไร่ ชาวนา ถ้าให้ โอกาสเขาก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้ลูกหลานคนมีฐานะ คิดว่าโครงการเหล่านี้ควรถูกนำไปขยายให้แก่เด็กไทยทั้งประเทศ

โพลย้ำจี้รัฐเร่งแก้ ศก.ปากท้อง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหัวข้อ “เรื่องที่ประชาชนอยากบอกรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,209 คน ระหว่างวันที่ 12-16 ธ.ค.2560 โดย 10 เรื่องที่ประชาชนอยากบอกรัฐบาล ณ วันนี้ พบว่า ร้อยละ 55.50 เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพแพงร้อยละ 47.06 พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ร้อยละ 44.58 ช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกร ดูแลราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 40.69 สร้างความสามัคคีปรองดอง ทำให้บ้านเมืองสงบ ร้อยละ 38.30 อยากให้นายกฯพูดจาสุภาพ ใจเย็น ไม่ดุ ร้อยละ 36.23 รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ร้อยละ 31.84 ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ร้อยละ 27.63 มีกำหนดการเลือกตั้ง ปลดล็อกพรรคการเมือง ร้อยละ 25.39 ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม เน้นทำเพื่อประชาชน และร้อยละ 20.02 ขอให้เดินหน้าแก้ปัญหาสำคัญต่อไป

เรตติ้ง “บิ๊กตู่” ยังอยู่แดนบวก

ขณะที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ผลงานที่ประทับใจ และไม่ประทับใจในรอบปีที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,250 คน ระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค.2560 พบว่า สิ่งที่ประทับใจ 3 อันดับแรก คือ ร้อยละ 75.68 การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ร้อยละ 64.80 การทวงคืนผืนป่าและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และร้อยละ 62.56 การจัดระเบียบสังคม เช่น หาบเร่แผงลอยบนพื้นที่ทางเท้า การจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ วินจักรยานยนต์รับจ้าง การจัดระเบียบชายหาด ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ส่วนผลงานที่ไม่ประทับใจ 3 อันดับแรก ประกอบด้วย ร้อยละ 58.16 การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ ปัญหาปากท้องของประชาชน ร้อยละ 47.76 การปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง และร้อยละ 47.28 การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อข้อถามถึงความประทับใจในการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีในรอบปีที่ผ่านมา ร้อยละ 23.68 ระบุประทับใจมาก ร้อยละ 34.56 ค่อนข้างประทับใจ ร้อยละ 21.60 ยังไม่ค่อย ประทับใจ และร้อยละ 19.68 ระบุว่าไม่ประทับใจเลย

ที่มาของเนื้อหา : www.thairath.co.th