การเมือง » สอนวิชาพีอาร์รบ.แค่ทำผลงานให้โดนใจปชช.

สอนวิชาพีอาร์รบ.แค่ทำผลงานให้โดนใจปชช.

19 สิงหาคม 2017
77   0

สอนวิชาพีอาร์รบ.แค่ทำผลงานให้โดนใจปชช.

"ผู้พันปุ่น"สอนวิชาพีอาร์รบ.แค่ทำผลงานให้โดนใจปชช.ไม่ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้าน ไม่ต้องบีบสื่อช่วยนำเสนอ ชี้สื่อไม่ได้กินเงินเดือนรัฐบาล  "ตือ"แขวะรบ.ของดีจริงไม่ต้องเกณฑ์ สื่อแห่ไปทำเอง "ไก่อู"เผยนายกฯ เตรียมลงพื้นที่อีสาน เน้นจับเข่าคุยรับฟังเสียงสะท้อนประชาชน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์แต่ละช่องเลือกรายงานข่าวภารกิจของรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมครม.สัญจร จ.นครราชสีมาว่า สื่อมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชนอยู่แล้ว และแต่ละสำนักข่าวจะพิจารณาว่าเมื่อเสนอข่าวไปแล้ว ประชาชนจะสนใจบริโภคข่าวสารนั้นหรือไม่ ถ้าเกิดเป็นข่าวที่น่าสนใจไม่ต้องเอาเงินมาจ้างหรือบีบบังคับ ลงข่าวให้เต็มที่อยู่แล้ว การที่รัฐบาลตำหนิไม่ค่อยเสนอข่าวผลงานรัฐบาล น่าจะกลับไปดูเนื้อของผลงานเป็นที่น่าใจของประชาชนหรือเปล่า ส่ิงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สื่อไม่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาล แต่มีหน้าที่ในการทำประโยชน์สาธารณะนั้น ถือว่าถูกต้องแล้ว พูดตรงๆสื่อไม่ได้กินเงินเดือนรัฐบาลในการต้องมาทำหน้าที่พีอาร์ตรงนี้ ถ้าเกิดข่าวมีข้อมูลที่น่าใจ สื่อก็ไปทำข่าวโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

น.ต.ศิธากล่าวว่า จะเห็นได้ว่าส่ิงที่รัฐบาลทำในวันนี้ การบีบบังคับใช้สื่อต้องลงไปติดตามทำข่าวรัฐมนตรีในพื้นที่งานโน้น งานนี้ ขณะที่ผ่านมารัฐบาล หรือคสช.เองพยายามปรับรูปแบบรายการเดินทางประเทศไทย อัดงบประชาสัมพันธจนกระทั่งแซงเอกชนหลายใหญ่ ใช้งบฯประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลติดอันดับ 5 ของประเทศเลย เราน่าจะกลับมาดูว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้งบฯประชาสัมพันธ์ แต่ให้ทำงานเป็นที่ต้องตาต้องใจของพี่น้องประชาชน แล้วเอาเงินไปทำประ โยชน์เรื่องอื่นให้กับประชาชนจะดีกว่า และจะเกิดประโยชน์ในการนำเสนอข่าวต่อพี่น้องประชาชนได้มากกว่า

ทั้งนี้ถ้าเกิดรัฐบาลมีครม.ที่มีความสามารถ มีนายกรัฐมนตรีที่นำการบริหารประเทศนี้ นำกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ผลักดันเนื้องานให้กับประชาชน ทุกคนจะเฝ้าคอยติดตามว่าเมื่อไหร่ กิจกรรมจะคืบหน้า จะสำเร็จ รอด้วยใจจดใจจ่อ ตรงนั้นไม่จำเป็นเพิ่มงบฯหรือทำอะไรเลย ถ้าเกิดเรารู้สึกว่าพี่น้องสื่อมวลชนไม่สนใจทำข่าว เราต้องย้อนกลับมาดูผลงานของเราเอง อย่างสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ผู้สื่อข่าวเองแทบไม่ต้องมาเอาข่าวจากโฆษกรัฐบาลเลย เพราะเนื้อหาแต่ละเนื้องานจะประชาสัมพันธ์ได้อย่างเด็ดชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน โอทอป การเข้าถึงโอกาสต่างๆของประชาชนในการประกอบธุรกิจ ทุกผลงานมันเด่นชัด ไม่ต้องไปเสียเงินพีอาร์แม้แต่บาทเดียว เช่น รัฐบาลประกาศใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ พูดแค่ว่าจะแถลงไม่ต้องเสียเงินเลย ไม่ใช้อัดเงินเป็นร้อยๆล้าน เพื่อให้คนมาฟัง ไม่มีผลอะไรและไม่ได้ใจประชาชน

"ตือ"แขวะรบ.ของดีจริงไม่ต้องเกณฑ์ สื่อแห่ไปทำเอง

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์แต่ละช่องเลือกรายงานข่าวภารกิจของรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมครม.สัญจร จ.นครราชสีมาว่า โดยปกติเวลาที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี จะงานที่ไหน กองงานโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีกำหนดการ และมีหน้าที่ส่งกำหนดการไปยังสื่อ ขณะที่สื่อต้องการเจาะลึกเรื่องไหนก็จะเพิ่มทีมงานไปเจาะลึก จะทำให้การทำข่าวอะไรต่างๆออกมาสม่ำเสมอ แต่ตรงนี้ตนไม่รู้ว่าพล.ท.สรรเสริญทำอย่างไร จริงๆแล้วสื่ออยากได้ข่าวจะตายไป ไม่ต้องไปบังคับเขาก็ไปอยู่แล้ว และหากเวลาไปมีกิจกรรมดีๆสื่อแห่กันไปทำเลย ไม่จำเป็นต้องไปบังคับอะไร และในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก็จะใช้วิธีการเหมือนๆกัน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับผลงานรัฐบาลตลอด 3 ปีต้องยอมรับว่ามี แต่เวลาประชาสัมพันธ์ การที่จะให้สื่อให้ความสนใจกับงานของรัฐบาลต้องมีการนำเสนอที่ดี ซึ่งสมัยรัฐบาลปกติจะบอกหมดว่ามีเรื่องไหนที่น่าสนใจ จะบอกไกด์ไลน์ด้วย ซึ่งจะทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อ และจะมีพื้นที่ข่าวตลอด วิธีการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กับวิธีการของรัฐบาลที่มาด้วยวิธีการพิเศษก็ต่างกันแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพยายามทำให้คนรับรู้การทำงานเพราะเกี่ยวพันผลการเลือกตั้งต่อไปในอนาคต ส่วนรัฐบาลนี้อาจถือว่ายังไงมาเป็นรัฐบาล เขาจะพูดอยู่เรื่อยว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องหาเสียง เลยทำให้งานขาดความสนใจ และกระบวนการติดตามการทำงานของสื่อไม่มี ในการได้ข้อมูลเชิงลึก
"ดูได้อย่างแต่ละกระทรวง บางคนใครเป็นรัฐมนตรียังไม่รู้จักชื่อเลย บางกระทรวงไม่เคยเห็นหน้าเลย ต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่แย่งกันออกมาเป็นข่าว มีอะไรนิดก็นำเสนอ มันก็ต่างตรงนี้แหละ"นายสมศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่าได้ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ทำไมช่วงที่นับถอยหลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง รัฐบาลเร่งประชาสัมพันธ์ผลงาน นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามบอกมาตลอดจะคืนความสุข จะทำโน้น ทำนี้ แล้วคนไม่เห็น จึงเกรงว่าเมื่อพ้นอำนาจไปจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า 3-4 ปีที่เข้ามาบริหารไม่เสียของทางการเมือง แต่เสียของในเชิงการบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนเสียโอกาส อันนี้เขาเรียกว่าเสียของ การที่รัฐบาล คสช.มีรายการที่นำเสนออยู่ทุกวันก็จริง แต่การนำเสนอต่างกับการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการนำเสนอแบบทางราชการ เหมือนกับเป็นงานรูทีน ที่พอเปิดเจอนายกฯเปลี่ยนช่องแล้ว แต่คงไม่กล้าบอกว่าล้มเหลวในเรื่องการประชาสัมพันธ์ อย่างที่บอกคือเมื่อบอกว่าไม่จำเป็นต้องหาเสียง ทำยังไงก็อยู่ได้

"ไก่อู"เผยนายกฯ เตรียมลงพื้นที่อีสาน เน้นจับเข่าคุยรับฟังเสียงสะท้อนประชาชน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จ.นครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 21 – 22 ส.ค.นี้ว่า จ.นครราชสีมาเป็นประตูสู่ภาคอีสาน และเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานตอนล่าง รัฐบาลจึงได้เลือกเดินทางไปยังพื้นที่นี้ก่อนเป็นอันดับแรก โดยภาคอีสานนี้ ถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะมีพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างขวาง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีเส้นทางการคมนาคมที่พร้อม มีประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตร เข้มแข็ง อดทน หนักเอาเบาสู้ และมีฝีมือ

“นายกฯ ระบุว่า สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น การลงพื้นที่จะทำให้เข้าใจปัญหา และจับเข่าพูดคุยกันได้มากขึ้น เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนถึงบ้าน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลว่า ประสบผลสำเร็จหรือมีอุปสรรคอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุด ตามยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9”

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาภาคอีสานของรัฐบาลนี้ คือ การสร้างมิติใหม่ให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยนำปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เข้าสู่กระบวนการแก้ไข และต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ ประกอบด้วย การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนอีสาน การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี การพัฒนาเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน

“สำหรับ จ.นครราชสีมา จะมุ่งเน้นให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานสะอาด ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไทย – จีน) กทม.–นครราชสีมา มอเตอร์เวย์ กทม. – นครราชสีมา โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน การยกระดับสินค้าผ้าไหมและผ้าย้อมคราม ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำบึงกระโดนและลำเชียงไกร (ตอนล่าง) การลงทุนค้าขายเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC และ กทม. เป็นต้น”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การสร้างอนาคตที่ดีของประชาชน และความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยเฉพาะภาคอีสานนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของทุกคน รัฐบาลกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 5 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่โปร่งใส ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนั้น หากคนไทยมีความปรองดองและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็เชื่อว่าจะไปสู่เป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก

 

 

ที่มาของเนื้อหา : www.banmuang.co.th