บันเทิง » อดีตนักกีฬาเพาะกาย หายเมา ยกมือไหว้ขอโทษ ‘ด.ต.’

อดีตนักกีฬาเพาะกาย หายเมา ยกมือไหว้ขอโทษ ‘ด.ต.’

2 ธันวาคม 2017
11   0

อดีตนักกีฬาเพาะกาย เข้าพบตร.ถูกแจ้ง 7 ข้อหาส่งฟ้องศาล เจ้าตัวเตือนอย่าดื่มสุราจนขาดสติ ยกมือไหว้ขอโทษตำรวจ

กรณีการเผยแพร่คลิปที่นายเมฆินทร์ อายุวัฒนมงคล อายุ 34 ปี อดีตนักกีฬาเพาะกาย แข่งขันในงานกีฬาแห่งชาติเมื่อปี 53 ขี่รถจยย.บิ๊กไบค์ ไม่สวมหมวกกันน๊อค พร้อมต่อว่าและท้าทาย ตำรวจจราจรสน.ทุ่งมหาเมฆ ที่ปฎิบัติหน้าที่ในป้อมจราจร สี่แยกศาลาแดง ถนนพระรามที่ 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์พบปริมาณสูงถึง 213 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก่อนถูกนำตัวมาดำเนินคดีเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 พ.ย. ที่สน.ทุ่งมหาเมฆ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รอง ผบ.ตร และ โฆษก ตร. พ.ต.อ.อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ และ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เดินทางมาให้กำลังใจ ด.ต.ปวิช บุญมาสูงทรง ผบ.หมู่ (จร.) สน.ทุ่งมหาเมฆ ที่ประสบเหตุ พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มกับ นายเมฆินทร์ รวม 7 ข้อหา ประกอบด้วยข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, ขับรถในขณะเมาสุรา, ไม่สวมหมวกนิรภัย, ไม่จัดให้ผู้ซ้อนท้ายสวมหมวกนิรภัย, เปลี่ยนแปลงปิดบังป้ายทะเบียน, ทำให้เกิดเสียงโดยไม่มีเหตุอันควร และบุกรุกเข้าไปในห้องควบคุมสัญญาณไฟจราจร เป็นพื้นที่ห้ามซึ่งไม่ใช่สถานที่บริการประชาชน

พล.ต.อ.วิระชัย เปิดเผยว่า จากคลิปดังกล่าว จึงเดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้กำลังใจ ด.ต.ปวิช ชื่นชมที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความใจเย็น สุภาพ อดทนต่อคำพูดเหยียดหยาม ไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ภายในคลิปมีการใช้วิทยุเรียกสายตรวจเข้ามาระงับเหตุ จึงทำให้ไม่มีเหตุบานปลาย ตามหลักยุทธวิธีอย่างถูกต้อง ทั้งนี้คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหนัก ทั้งการบุกรุกเข้าไปในป้อมจราจร ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม เพราะหากมีบุคคลเข้าไปกดเครื่องควบคุมสัญญาณไฟจราจร อาจเกิดอันตรายส่งผลกระทบต่อการจราจรให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ขับขี่รถบนถนน นอกจากนี้ในช่วงท้ายคลิปนายเมฆินทร์ ได้โทรศัพท์ ไปหาบุคคลอ้างชื่อ เกียรติ นั้นจากการตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เป็นบุคคลที่นายเมฆินทร์ เคารพนับถือเป็นพี่ชาย รวมทั้งบุคคลดังกล่าวได้ช่วยพูดคุยให้นายเมฆินทร์ยอมเป่าวัดแอลกอฮอล์ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ส่วนสารเสพติดตรวจแล้วไม่พบว่ามีสารเสพติดในร่างกาย และไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม

ด.ต.ปวิช ได้เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะนั้นกำลังปฎิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีรถติดขัด กระทั่งรถจยย.คันดังกล่าว ขี่มาจอดหน้าป้อม โดยไม่สวมหมวกนิรภัยทั้งคนขี่และคนซ้อน จึงออกมานอกป้อมขอใบขับขี่อย่างสุภาพ แต่ผู้ขี่ได้ตอบโต้กลับมาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ประกอบกับจังหวะนั้นเป็นช่วงสลับสัญญาณไฟจราจรจึงกลับเข้าไปในป้อม จากการพูดคุยตนรู้ได้ทันทีว่าชายดังกล่าวมีอาการเมาสุรา และแสดงท่าทีไม่สุภาพ จึงวิทยุเรียกสายตรวจมา อย่างไรก็ตามคลิปดังกล่าวตนเป็นผู้ถ่ายเอง เนื่องจากปัจจุบันมีสังคมโซเชียลและประชาชนที่จับตาการทำงานของตำรวจ ตนจึงต้องถ่ายคลิปเพื่อป้องกันตนเองด้วย

นายเมฆินทร์ ให้การว่า ตนทำงานอยู่ย่านสีลม หลังเลิกงานจึงดื่มสุราและเบียร์ แล้วไปต่อที่บ้านคนรู้จัก จนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. จึงขี่รถจยย. ออกมากระทั่งเกิดเหตุ ยอมรับว่าเมามากจนขาดสติ และมีอารมณ์โมโหที่ถูกเรียกใบขับขี่ จึงพูดจาและใช้ท่าทางไม่เหมาะสมออกไป ทั้งนี้ตนยอมรับข้อกล่าวหาทั้ง 7 ข้อหา จึงอยากเตือนคนอื่นว่า ไม่ควรดื่มสุราจนขาดสติ และเมาไม่ควรขับรถ นอกจากนี้นายเมฆินทร์ ได้ยกมือไหว้ขอโทษ ด.ต.ปวิช ด้วย

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว นายเมฆินทร์ ส่งฟ้องศาลแขวงปทุมวัน ทันที

1/1

ที่มาของเนื้อหา : www.bangkokbiznews.com