เศรษฐกิจ » เคาะสวัสดิการคนจนล็อตแรก

เคาะสวัสดิการคนจนล็อตแรก

20 สิงหาคม 2017
79   0


คลังจ่อชง ครม.สัญจร เคาะสวัสดิการอุ้มผู้มีรายได้น้อยล็อตแรก ทุ่ม 4 หมื่นล้านบาท ชูรถเมล์-รถไฟฟรี ลดค่าน้ำประปา-ไฟฟ้า และซื้อสินค้าร้านธงฟ้า ลุ้น พ.ร.บ. กบช. ผ่าน สนช. มีผลบังคับใช้ปีหน้า บังคับนายจ้าง-ลูกจ้างส่งเงินสมทบเป็นทุนออมหลังเกษียณ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จังหวัดนครราชสีมา พิจารณาเห็นชอบมาตรการสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560

โดยสวัสดิการเบื้องต้น ได้แก่ รถเมล์-รถไฟฟรี การลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า การซื้อสินค้าในร้านธงฟ้า เป็นต้น คาดว่าจะใช้งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท และจะเริ่มแจกจ่ายสวัสดิการดังกล่าวผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ต.ค.2560

นอกจากนี้ หลังจากนักศึกษาสำรวจความต้องการ และตรวจสอบสิทธิ์ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะพิจารณาสวัสดิการเพิ่มเติม คาดว่างบประมาณจะใช้จากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เช่น โอนเงินจากภาษีให้ผู้มีรายได้น้อย (Negative income tax) และให้รายได้น้อยขึ้นรถไฟฟ้า, ให้คนต่างจังหวัดขึ้นรถ บขส. รวมทั้งล้างหนี้นอกระบบให้กับผู้ลงทะเบียนผู้สูงอายุ มีรายได้น้อย พิการและเป็นหนี้นอกระบบ

ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ขณะนี้ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์ ซึ่งพบว่าปัจจุบันผู้ลงทะเบียนรายได้น้อยกว่า 14.1 ล้านราย เป็นหนี้นอกระบบประมาณ 1.3 ล้านราย มูลหนี้ 7 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายล้างหนี้นอกระบบ 1.3 ล้านรายให้หมดไปในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ปล่อยกู้ใกล้เต็มวงเงินแล้ว และเตรียมพิจารณาขยายวงเงินเพิ่มเติมให้

นายสมชัยกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในปีนี้ และมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ซึ่งจะทำให้แรงงานในระบบมีเงินออมใช้หลังเกษียณอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีพ คือ ไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้เดือนสุดท้ายตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในการรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีก 10-15 ปี

สำหรับสาระสำคัญ จะให้แรงงานในระบบและนายจ้าง ร่วมกันส่งเงินสมทบใน กบช. เริ่มตั้งแต่ 3% ใน 3 ปีแรก และเพิ่ม 5% ในอีก 2-3 ปีต่อมา และเพิ่มสูงสุด 7% โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าหากมีการเข้า กบช.ตั้งแต่อายุ 15-60 ปีต่อเนื่อง จะทำให้มีรายได้หลังเกษียณสูงถึง 4 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน

นอกจากนี้ แรงงานในระบบยังมีเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งหากมีการส่งเงินสมทบตั้งแต่อายุ 20 – 55 ปี จะมีเงินบำนาญหลังเกษียณ 7.5 พันบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับเงินบำนาญ กบช.จะทำให้มีรายได้หลังเกษียณกว่า 5-5.1 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ.

ที่มาของเนื้อหา : www.thaipost.net