ยานยนต์ » เปิดแผนระยะยาวมาสด้า เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-X ไม่ต้องใช้หัวเทียน ลง Mazda 3

เปิดแผนระยะยาวมาสด้า เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-X ไม่ต้องใช้หัวเทียน ลง Mazda 3

19 สิงหาคม 2017
101   0

SKYACTIV-X

          มาสด้าประกาศวิสัยทัศน์​ เผยแผนการดำเนินธุรกิจ​ระยะยาว​ เน้นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน โดยตั้งชื่แผนว่า Sustainable Zoom-Zoom 2030 ตรียมเปิดตัวแนะนำ SKYACTIV-X เครื่องยนต์เบนซินเชิงพาณิชย์ที่จุดระเบิดด้วยการบีบอัดครั้งแรกของโลก

SKYACTIV-X

          ​เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 บริษัทมาสด้า
มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนงานระดับโกลบอลว่า
มาสด้าได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้วยวิสัยทัศน์ในระยะยาวภายใต้ชื่อโครงการ “SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM 2030”
ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก เราจึงได้แกะประเด็นน่าสนใจไว้ให้

          สรุปให้ ก่อนอ่านรายละเอียดเต็ม แบบเรียงตามปี

          – ปี 2018 เตรียมปรับระบบ i-ACTIVSENSE เป็นความปลอดภัยของรถขั้นพื้นฐาน (ได้ทุกรุ่นย่อย)
          – ปี 2019 เปิดตัวเครื่องยนต์เบนซิน  SKYACTIV-X ไร้หัวเทียน ดูจากเวลาแล้ว เป็นช่วงเปิดตัว Mazda 3 เจเนอเรชั่นใหม่พอดี
          – ปี 2019 เริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และอาจรวมถึงปลั๊กอินไฮบริด
          – ปี 2020 เริ่มทดสอบเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติ Mazda Co-Pilot
          – ปี 2025 เทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติ Mazda Co-Pilot เข้ามาเป็นมาตรฐาน (ได้ทุกรุ่นย่อย)

          แผนพัฒนาสู่ความยั่งยืน “Sustainable Zoom-Zoom 2030” และเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-X​ แบบเต็ม​

SKYACTIV-X

         
1. ซูม – ซูม อย่างยั่งยืน ภายในปี 2030 (Sustainable Zoom-Zoom 2030) 
​
​มาสด้าเชื่อว่าพันธกิจที่สำคัญยิ่งของมาสด้า คือ การสร้างโลกที่สวยงาม
และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและคนในสังคม
มาสด้าจะพยายามแสวงหาหนทางใหม่​ ​ๆ
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนผ่านการมอบคุณค่าที่โลกยานยนต์สามารถให้ได้เพื่อโลกที่สวยงาม
(Earth)​
​
ด้วยการริเริ่มด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับมวลมนุษยชาติและเพื่อให้รถยนต์และมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนเพื่อความสมบูรณ์และความสวยงามอยู่เสมอของโลกใบนี้

SKYACTIV-X

          แนวทางปฏิบัติของมาสด้า

         
ขยายมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างครบวงจร “Well-to-Wheel” ทั้งที่มาจากขบวนการจัดหาแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานของรถยนต์
และการปล่อยก๊าซ CO2 จากตัวรถยนต์
โดยคำนึงถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของรถยนต์

         

มาสด้าตั้งเป้าหมายเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยของทั้งองค์กร
Corporate Average Well-to-Wheel CO2 Emission ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ภายในปี
พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบจากปี พ.ศ. 2553 และตั้งเป้าหมายลดลงถึง 90
เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ. 2593
มาสด้าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ด้วยนโยบายการจัดลำดับความสำคัญของการปรับปรุงประสิทธิภาพและมาตรการด้านการปล่อยมลพิษที่สะอาดมากยิ่งขึ้น
และสามารถใช้งานได้บนโลกแห่งความเป็นจริง

SKYACTIV-X

         
เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว
มาสด้าดำเนินการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด
ปัจจุบันทั่วทั้งโลกรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงใช้เครื่องยนต์นี้และมีจำนวนมาก
และจะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายปีต่อจากนี้ไป
สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
และรวมถึงการก่อให้เกิดผลลัพธ์กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อทำงานรวมกับเทคโนโลยีรถไฟฟ้าในอนาคต

          ตั้งแต่ปี พ.ศ.
2562 เป็นต้นไป จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอื่น​ ​ๆ
เกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าในภูมิภาคที่ใช้พลังงานสะอาดเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า
หรือจำกัดเฉพาะยานพาหนะบางอย่างเพื่อลดมลพิษทางอากาศ

SKYACTIV-X

         
ทางด้านสังคม (Society)
​มาสด้ามุ่งเน้นและส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยและการสร้างความสุขในสังคมผ่านการพัฒนายานยนต์
และระบบการจัดการที่สร้างความอุ่นใจและเสริมสร้างชีวิตของลูกค้า
ด้วยการมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไร้ขีดจำกัดให้กับลูกค้าทั่วโลก

SKYACTIV-X

SKYACTIV-X

         
แนวทางของมาสด้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ภายใต้ปรัชญาความปลอดภัยเชิงป้องกันของมาสด้า
ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อนำไปสู่การลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

         
เพิ่มความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เช่น ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับขี่ที่เหมาะสม
รูปแบบของแป้นเหยียบเบรก และทัศนะวิสัยในการขับขี่
และนำมาใช้จนกลายเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น

SKYACTIV-X

         
ส่งเสริมการสร้างมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับคุณลักษณะด้านความปลอดภัยขั้นสูงของ
i-ACTIVSENSE ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ตระหนักและประเมินอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
นอกเหนือไปจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้บรรจุเป็นมาตรฐานแล้ว
มาสด้าจะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ และให้กลายเป็นมาตรฐานในตลาดอื่น​ ​ๆ
ทั่วโลก โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

         
เริ่มต้นการทดสอบเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติ
ในปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นโดยสอดคล้องกับแนวคิดการให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางการควบคุม
และคอนเซ็ปต์ใหม่ Mazda Co-Pilot ในปี พ.ศ. 2563
โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปใช้ให้เป็นมาตรฐานในรถมาสด้าทุกรุ่นภายในปี พ.ศ.
2568

         
การใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของรถสามารถรองรับความต้องการของผู้คนในพื้นที่ห่างไกลและยากที่จะสามารถเดินทางเข้าถึงได้

          สำหรับลูกค้าทั่วโลก (People)​
​เพิ่มความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เสริมสร้างความสุขกายสบายใจ
ด้วยการมีส่วนร่วมในการปกป้องรักษาโลกใบนี้และการมีส่วนร่วมในสังคมด้วยรถยนต์ที่สามารถส่งมอบความสุขในการขับขี่อย่างแท้จริง

          แนวทางของมาสด้าเดินหน้าพัฒนาการขับขี่แบบ Jinba-ittai อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อปลดล็อคศักยภาพของผู้คนและฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

         
ยึดหลักปรัชญาการออกแบบยานยนต์เสมือนมีชีวิต
ด้วยการก้าวพัฒนาไปอีกขั้นของการออกแบบอันสง่างามภายใต้ โคโดะ​ ดีไซน์
เพื่อยกระดับการออกแบบยานยนต์ให้เสมือนเป็นงานศิลปะ
ที่เสริมสร้างชีวิตและอารมณ์ของทุกคนที่กำลังเหลียวมอง

SKYACTIV-X

          2. เครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ของ SKYACTIV-X​ ​ที่สุดของนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยียานยนต์
SKYACTIV-X

เป็นเครื่องยนต์เบนซินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของโลกที่สามารถจุดระเบิดได้โดยการอัดอากาศ

โดยการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จะเกิดขึ้นจากการจุดระเบิดของอากาศและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสมกัน
ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ในจังหวะของการอัด

SKYACTIV-X

         
วิธีการเผาไหม้นี้เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งเรียกว่า Spark Controlled Compression
Ignition
ช่วยแก้ปัญหาสองเรื่องที่เป็นอุปสรรคของการพัฒนาเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้การจุดระเบิดในจังหวะการอัดอากาศ
นั่นคือ
การเพิ่มพื้นที่เพื่อสามารถทำให้เกิดการจุดระเบิดในจังหวะการอัดของลูกสูบ
และการพัฒนาการจุดระเบิดที่สมบูรณ์แบบนี้ได้รวมเอาข้อดีของการจุดระเบิดด้วยการอัดอากาศและการจุดระเบิดด้วยประกายการเผาไหม้เข้าไว้ด้วยกัน

SKYACTIV-X

         

คุณสมบัติเครื่องยนต์เผาไหม้ใหม่ที่เป็นกรรมสิทธิ์นี้รวมข้อดีของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล
เพื่อให้ได้สมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม สมรรถนะพลังแรงของเครื่องยนต์
และการเร่งสปีดความเร็วที่ยอดเยี่ยม
การจุดระเบิดด้วยการบีบอัดและการใช้ระบบซุปเปอร์ชาร์จเจอร์
บรรจุและอัดอากาศ ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน
และสามารถทำให้เครื่องยนต์มีการตอบสนองได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
และสามารถเพิ่มแรงบิด 10 – 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์​
​ SKYACTIV-G ในปัจจุบัน

         
การจุดระเบิดด้วยการบีบอัดสามารถช่วยให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบได้ในภาวะ
Super Lean Burn​ จึงเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์มากขึ้น 20 – 30
เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ SKYACTIV-G ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้น
34 – 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินของมาสด้าในปี พ.ศ.
2551 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน เครื่องยนต์ SKYACTIV-X
เทียบเท่าหรือสูงกว่าเครื่องยนต์คลีนดีเซลรุ่นล่าสุด SKYACTIV-D
ในเรื่องของประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพสูงในช่วงการทำงานที่กว้างของรอบเครื่องยนต์และภาระของเครื่องยนต์

ทำให้สามารถมีอิสระในการออกแบบค่าอัตราทดเกียร์ที่ต้องการที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม

         
มาสด้ายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์และก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
มาสด้าคาดหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับผู้คนทั่วโลกและสร้างสังคมให้น่าอยู่
สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับรถยนต์
เพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตของผู้คนผ่านประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์
เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในการขับขี่
จนกลายเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้ารักและผูกพันพร้อมที่จะเดินหน้าเคียงคู่กันตลอดไป

​ภาพจาก Mazda และ​​​ Ars Technica​

ที่มาของเนื้อหา : car.kapook.com